
ปฏิรูปราชการระยะยาว:ให้ภูมิคุ้มกันจากฝ่ายการเมือง
ปฏิรูปราชการระยะยาว : ให้ภูมิคุ้มกันจากฝ่ายการเมือง : ขยายปมร้อน โดยจีรพงษ์ ประเสริฐพลกรัง
“การแต่งตั้ง-โยกย้าย” ในระบบราชการ ถือเป็นเรื่องปกติของการบริหารราชการแผ่นดิน ยิ่งเป็นช่วงสถานการณ์ปกติตามระบอบประชาธิปไตย “การโยกย้ายข้าราชการ” จะอยู่ในลำดับต้นๆ ที่รัฐบาลจะทำหลังเข้ามาทำงาน เพื่อให้ได้คนที่ทำงานสนองนโยบายได้เต็มที่
การโยกย้าย ณ ปัจจุบันที่เป็นช่วง “คืนความสุข” ที่มีฝ่ายบริหาร คือ “คณะรักษาความสงบแห่งชาติ" (คสช.) นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทรโอชา หัวหน้า คสช. ช่วงแรกๆ ใช้วิธีการโยกออกจากต้นสังกัดแล้วให้มา "ช่วยราชการ" ที่สำนักนายกรัฐมนตรี หรือสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี จนกระทั่งทั้งสำนักนายกฯและสำนักงานปลัดสำนักนายกฯ มีตำแหน่งจำกัดและสถานที่แออัดเกินที่จะรองรับคนได้อีก คสช.จึงปรับวิธีการโยกย้ายใหม่ เป็นการ “เกลี่ยคน” ให้ไปนั่งในตำแหน่งที่ยังว่างในหน่วยงาน อย่างเช่น ให้ "พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก" พ้นจากตำแหน่งปลัดกระทรวงกลาโหม และให้ดำรงตำแหน่งประธานคณะที่ปรึกษากระทรวงกลาโหม หรือให้ "นายสุทธิชัย สังขมณี" พ้นจากตำแหน่งอธิบดีกรมสรรพากร ให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง "นายประวิทย์ เคียงผล" พ้นจากตำแหน่งอธิบดีกรมการจัดหางาน ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน
นอกจากนี้ คสช.ยังใช้วิธี “เปิดตำแหน่งเพิ่มเติมเฉพาะราย” ในแต่ละหน่วยงาน เช่น ให้เพิ่มตำแหน่งผู้ตรวจราชการในสำนักงานปลัดกระทรวงยุติธรรม 1 ตำแหน่ง ให้ "พ.ต.อ.สุชาติ วงศ์อนันต์ชัย" ที่พ้นจากตำแหน่งอธิบดีกรมราชทัณฑ์
ในรอบ 1 เดือนกว่าๆ ที่ คสช.เข้ามา มีคำสั่งโยกย้ายจำนวนมาก แบ่งเป็นระดับปลัดและรองปลัดกระทรวง 10 แห่ง ได้แก่ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงคมนาคม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงแรงงาน กระทรวงกลาโหม กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงพลังงาน กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ปลัดสำนักนายกฯ
ระดับอธิบดีและรองอธิบดีใน 7 กรม ได้แก่ กรมสรรพากร กรมศุลกากร กรมการจัดหางาน กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กรมทรัพยากรน้ำ กรมราชทัณฑ์ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)
ระดับเลขาธิการและรองเลขาธิการ 9 หน่วยงาน คือ เลขาธิการสำนักนโยบายและบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ (สบอช.) เลขาธิการสำนักนโยบายและแผนทรัพยากร เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.)
อีก 2 ตำแหน่งที่โดนย้ายและมีความสำคัญ คือ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ อัยการสูงสุด
ยังไม่รวมถึงการลาออกของคณะกรรมการ หรือบอร์ดรัฐวิสาหกิจต่างๆ และการโยกย้ายตำรวจและผู้ว่าราชการจังหวัดจำนวนมาก ที่แม้ไม่ใช่คำสั่ง คสช.โดยตรง แต่ก็โดนโยกย้ายโดยปลัดกระทรวงมหาดไทย และรักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.) และรักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) ที่แต่งตั้งโดย คสช.
การโยกย้ายโดย คสช.ในรอบ 1 เดือนกว่าๆ ยิ่งกว่า "การเชือดไก่ให้ลิงดู" และจนถึงปัจจุบันไม่มีใครตอบได้ว่า “นิ่ง” แล้วหรือยัง
มีข้อคิดเตือนใจจาก "ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล" ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ที่กล่าวในวันสถาปนาสำนักนายกรัฐมนตรี ปีที่ 82 ตอนหนึ่งว่า “ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปข้าราชการทุกหมู่เหล่าไม่มีสีไม่มีฝ่ายทางการเมืองอีกต่อไป ไม่ประจบประแจงเอาใจนักการเมืองจนลืมศักดิ์ศรีของความเป็นข้าราชการ จะมีแต่ข้าราชการผู้ยึดมั่นหลักคุณธรรมจริยธรรม เป็นข้าราชการของประชาชนและพระมหากษัตริย์ ที่จะมุ่งมั่นบำบัดทุกข์บำรุงสุขประชาชนชาวไทยให้มีความร่มเย็นเป็นสุข”
คำกล่าวนี้สะท้อนภาพข้าราชการที่ตรงใจคนไทย แต่ "การปฏิรูประบบราชการ" หรือ "มาตรการระยะยาว" ที่จะทำให้ข้าราชการมีภูมิคุ้มกันจากคำสั่งที่ไม่ถูกต้องของฝ่ายการเมือง ยังต้องดูกันต่อไป
..............................
(หมายเหตุ : ปฏิรูปราชการระยะยาว :ให้ภูมิคุ้มกันจากฝ่ายการเมือง : ขยายปมร้อน โดยจีรพงษ์ ประเสริฐพลกรัง)



