
รธน.ของประชาชน
รธน.ของประชาชน : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ.2557
นอกจากการจัดตั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ การร่างธรรมนูญการปกครองชั่วคราว สภาปฏิรูปแห่งชาติ และรัฐบาลชั่วคราวเพื่อเข้ามาบริหารประเทศแทนคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แล้ว ประเด็นที่สังคมกำลังจับตาและเฝ้าติดตามอยู่ขณะนี้ก็คือ การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตามกระบวนการคือ การตั้งคณะกรรมาธิการยกร่างจำนวน 35 คน มีที่มาจากสภาปฏิรูปแห่งชาติ 20 คน สภานิติบัญญัติแห่งชาติ 5 คน ครม.5 คน และ คสช.อีก 5 คน โดยเมื่อยกร่างเสร็จแล้วจะขอความเห็นชอบจากสภาปฏิรูปแห่งชาติ ทั้งหมดมีกรอบการดำเนินการไม่เกิน 9 เดือน จึงตลอดดระยะเวลาดังกล่าวนี้ อาจเรียกได้ว่าอยู่ระหว่างการออกแบบกติกาเพื่อตอบโจทย์ปฏิรูปประเทศไทยก็ว่าได้
การปฏิรูปการเมือง และปฏิรูปประเทศชาติในทุกๆ ด้าน ทั้งด้านสังคม ทั้งด้านเศรษฐกิจ ถือเป็นหัวใจสำคัญที่ คสช.ก็เล็งเห็นมาตั้งแต่ต้นแล้วว่า เป็นหนทางเดียวที่จะทำให้ประเทศชาติหลุดพ้นจากภาวะวิกฤติได้อย่างยั่งยืน และเกิดความปรองดองสมานฉันท์ขึ้นในชาติอย่างแท้จริง นั่นก็หมายความว่า แม้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะไม่ผ่านกระบวนการทำประชามติเหมือนเมื่อปี 2550 ก็ตาม แต่ก็จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเป็นฉันทานุติของคนส่วนใหญ่ หรือพูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ จะต้องยึดโยงกับประชาชนให้มากที่สุด เพื่อให้เป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ไม่ใช่เขียนขึ้นด้วยจินตนาการของผู้ร่าง
นพ.วันชัย วัฒนศัพท์ อดีตผู้อำนวยการสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านประชาเสวนาหาทางออก ให้ความเห็นว่า ถึงแม้จะเห็นด้วยว่า ไม่จำเป็นต้องทำประชามติ แต่ก็ควรมีช่องทางให้ยึดโยงกับประชาชนด้วย เพราะในกระบวนการปฏิรูปการเมืองเพื่อให้ได้ประชาธิปไตยที่ทุกคนพึงปรารถนา อย่างเช่น ประชาธิปไตยแบบสานเสวนาหาทางออก หรือ Deliberative Democracy ซึ่งหมายถึงว่าเป็นประชาธิปไตยที่สร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนด้วยการพูดคุยและสานเสวนากันอย่างจริงจัง และหลักการนี้ก็สามารถนำมาใช้กับกระบวนการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของประเทศไทยได้ แม้ที่ผ่านมา คสช.ได้หาข้อมูลจากคนทุกภาคส่วน ผ่านหลายหน่วยงานที่ไปร่วมกันจัดเวที แต่ก็ยังมีปัญหาตรงที่ว่า แล้วใครจะเป็นผู้สรุปข้อมูลนั้น
รัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 อาจไม่ใช่วิธีการแก้ไขวิกฤติการเมืองด้วยการยึดอำนาจครั้งสุดท้ายเป็นแน่ ถ้าหากรัฐธรรมนูญไม่ได้ถูกออกแบบให้สามารถตอบโจทย์ทุกๆ ด้านของสังคมไทยได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบอุปถัมภ์ทางการเมืองและการทุจริตคอร์รัปชั่นตั้งแต่ระดับรากหญ้า เช่น ค่าน้ำร้อนน้ำชา ซื้อเสียงเลือกตั้ง ขึ้นไปจนถึงระดับชาติอย่างผลประโยชน์ทับซ้อน และการทุจริตเชิงนโยบาย หรือประชานิยมเพื่อซื้อเสียงทางอ้อมจะต้องไม่มีอีกต่อไป กล่าวคือ ต้องให้ยาแรง และไม่ประนีประนอมยอมความใดๆ ทั้งสิ้น ด้วยทุกฝ่ายก็เห็นตรงกันแล้วว่า ปมปัญหาการเมืองก่อนรัฐประหารนั้นถูกผูกขึ้นด้วยนักการเมืองที่อาศัยช่องกฎหมายแสวงหาอำนาจและผลประโยชน์โดยมิชอบอย่างไม่รู้จบ จนสร้างเป็นระบบและระบอบขึ้นมา รัฐธรรมนูญฉบับใหม่จึงต้องเขียนให้เป็นความหวังของชาติบ้านเมือง และของประชาชนอย่างแท้จริง



