คอลัมนิสต์

ต้นธารแห่งความโปร่งใส

ต้นธารแห่งความโปร่งใส

04 ก.ค. 2557

ต้นธารแห่งความโปร่งใส : บทบรรณาธิการประจำวันศุกร์ที่ 4 กรกฎาคม 2557

                การประกอบกรรมทำเข็ญกับชาติที่เรียกว่า ทุจริตคอร์รัปชั่น อันกำลังลงรากฝังลึกในสังคมไทยแทบทุกระดับ เริ่มต้นด้วยวิถีปฏิบัติจากสินน้ำใจ ค่าน้ำร้อนน้ำชา พัฒนาสู่การโกงชาติบ้านเมืองกันขนานใหญ่อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์ชาติ และซ้ำร้ายยังใกล้เคียงจนกลายเป็นวัฒนธรรมที่หลายๆ คนในสังคมยอมรับการดำรงอยู่ ด้วยเป็นขนบหนึ่งสำหรับการขับเคลื่อนเครื่องจักรของทุกวงการ ควรจะต้องเป็น "วาระแห่งชาติ" โดยเร่งด่วนที่สุด ควบคู่ไปกับการสังคายนากฎเกณฑ์ประเทศ และปฏิรูปการเมือง อย่างที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กำลังระดมสรรพกำลังวางกติกาใหม่ภายใต้กรอบธรรมนูญการปกครอง สภานิติบัญญัติแห่งชาติ และสภาปฏิรูป ฯลฯ ดังเช่นที่ทุกคนย่อมปรารถนาที่จะให้เป็นไปดังที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคสช.เคยลั่นวาจาเอาไว้ว่า จะไม่ปล่อยให้เกิดการทุจริตหรือเรียกร้องผลประโยชน์แม้แต่บาทเดียว

                ย่อมเป็นธรรมดาอยู่เอง ในเมื่อกระบวนการทำความสะอาดปัดกวาดเช็ดถูยังไม่เกิด การใช้ความระมัดระวัง และกฎเกณฑ์ต่างๆ เท่าที่มีอยู่จึงถือเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งยวด โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่หน่วยงานที่มีหน้าที่ในการตรวจสอบหลายองค์กรด้วยกันต้องหมดบทบาทลงไปพร้อมกับการรัฐประหาร อย่างคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ซึ่งแม้จะไม่มีอำนาจหน้าที่ตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชั่นโดยตรง แต่ก็เป็นหน่วยงานระดับต้นน้ำที่ยังพอจะให้ความเห็นต่อโครงการขนาดใหญ่ที่กำลังรอการอนุมัติเดินหน้าอยู่ในขณะนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับโครงการก่อสร้างที่จะมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม กระทบต่อชุมชนและคนจำนวนมาก ใช้งบประมาณมหาศาลจะต้องผ่านการกลั่นกรองหลายขั้นตอน ไม่ใช่เร่งร้อนจนเกินไป

                มีรายงานข่าวว่า ขณะนี้กระทรวงคมนาคมกำลังประสานงานไปยังกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อเร่งรัดให้สำนักงานนโยบาย และแผนทรัพยากรธรรมชาติ เร่งแต่งตั้งคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติที่หมดสภาพไปตามคำสั่ง คสช.ขึ้นใหม่ ด้วยเหตุที่ว่ายังมีโครงการขนาดใหญ่อีกหลายโครงการของกระทรวงคมนาคม ตามยุทธศาสตร์พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมและขนส่งปี 2558-2565 ที่รอการอนุมัติการจัดทำรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม(อีไอเอ) โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการรถไฟทางคู่ 5 สาย วงเงินงบประมาณกว่า 1 แสนล้านบาท ทั้งยังมีข้อเสนอให้เร่งรัดขั้นตอนให้รวดเร็วเทียบเท่าภาคเอกชน คือประมาณ 3 เดือนเศษ

                แม้โครงการกู้เงินจำนวน 2 ล้านล้านบาทเพื่อการพัฒนาระบบคมนาคมและการขนส่ง ได้ถูกเก็บเข้าลิ้นชักไปเรียบร้อยแล้วก็ตาม แต่ในความเป็นจริง ต้องยอมรับว่า มีความจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องเร่งรัดพัฒนาระบบการขนส่ง โดยเฉพาะระบบรางให้เกิดขึ้นโดยเร็ว การจัดลำดับความสำคัญโดยเลือกเร่งรัดโครงการรถไฟทางคู่นั้นถูกต้องแล้ว แต่ก็มีความจำเป็นคู่ขนานกันไปก็คือ การตรวจสอบโครงการอย่างพิถีพิถัน เพื่อให้ทุกอย่างเป็นไปตามความมุ่งหวังของ คสช.โดยฉันทานุมัติของสังคม ในอันที่จะทำให้ความไม่ชอบมาพากลหมดสิ้นไป แน่นอนว่า คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมชุดใหม่ที่จะเข้ามารับบทบาทเป็น "ต้นธาร" จะต้องผ่านการกลั่นกรองอย่างดียิ่ง และสังคมจะต้องช่วยกันจับตาเป็นพิเศษด้วย