คอลัมนิสต์

แจกแจงข้อดี-คุ้มค่ากว่าเดิม

แจกแจงข้อดี-คุ้มค่ากว่าเดิม

03 ก.ค. 2557

แจกแจงข้อดี-คุ้มค่ากว่าเดิม : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 3 ก.ค.2557

                มีคำถามเกิดขึ้นเสมอกับระบบการศึกษาของไทย เนื่องจากในช่วงหลายปีที่ผ่านมาองค์กรระหว่างประเทศได้จัดวัดผลและอันดับการศึกษาของไทยที่ลดต่ำลงเมื่อเทียบกับมาตรฐานสากล โดยเฉพาะในภูมิภาคอาเซียนที่แทบจะหล่นไปอยู่อันดับท้ายๆ อย่างเช่นเมื่อเดือนกันยายน 2556 เวิลด์อีโคโนมิคฟอรั่ม (World Economic Forum : WEF) ได้เผยแพร่ผลการจัดอันดับความสามารถทางการแข่งขันนานาชาติ (Global Competiveness Index : GCI) โดยประเมินความสามารถการแข่งขันด้านการศึกษาของดับเบิลยูอีเอฟ จะมี 2 ระดับ ได้แก่ ประถมศึกษา และการศึกษาขั้นสูง ซึ่งรวมถึงมหาวิทยาลัย อาชีวศึกษาและมัธยมศึกษาและการพัฒนาแรงงาน ปรากฏว่าด้านประถมศึกษาของไทยอยู่ที่อันดับ 81 ของโลกและอันดับ 7 ในอาเซียน สูงกว่าเวียดนาม กัมพูชาและพม่า

                ปัญหาการศึกษาของไทยยังวนเวียนเปลี่ยนไปตามนโยบายของพรรคการเมืองที่เข้ามาบริหารประเทศ โดยขาดความเป็นเอกภาพและเป้าหมายในการยกระดับการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพ ที่เห็นได้ชัดคือนโยบายการแจกแท็บเล็ตซึ่งมีเสียงคัดค้านมาแต่เริ่มโครงการ แต่พรรคการเมืองเจ้าของนโยบายนี้ก็ไม่สนใจนำข้อคิดเห็นไปไตร่ตรองยังเดินหน้าโครงการต่อไป แม้ผ่านไปช่วงหนึ่งมีการประเมินผลปรากฏว่าเด็กนักเรียนที่รับแจกแท็บเล็ตไปต่างนำไปใช้ในเรื่องอื่นแทนการใช้เพื่อการเรียนก็เรียกว่าผิดจากวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้และเกิดข้อครหาว่าโครงการดังกล่าวที่ลงทุนไปหลายพันล้านมีความคุ้มค่าขนาดไหน อีกทั้งมีปมสงสัยในเรื่องความโปร่งใสตั้งแต่เริ่มประมูลจนมาถึงปัญหาเอกชนที่เข้ามารับบริการหลังการขายในการซ่อมแท็บเล็ตก็ยังปิดตัวหนีไป

                ต่อมาคณะทำงานพิจารณาโครงการจัดการเรียนการสอนโดยใช้เครื่องคอมพิวเตอร์พกพา (แท็บเล็ต) ได้เชิญ 10 หน่วยงานที่มีงบประมาณในการจัดซื้อแท็บเล็ต รวมถึงกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ร่วมประชุมหารือการหารูปแบบการพัฒนาการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการเรียนการสอนในรูปแบบอื่นๆ แทนการแจกแท็บเล็ต ตามนโยบายของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ซึ่งที่ประชุมมีมติเห็นชอบเปลี่ยนแปลงการจัดซื้อแท็บเล็ตที่เป็นรายบุคคลเป็นจัดทำห้องสมาร์ทคลาสรูม พร้อมทั้งนำงบปี 2556 ในส่วนที่เหลือจากการจัดซื้อแท็บเล็ตโซนที่ 4 ม.1 ภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 1,170 ล้านบาท รวมถึงงบจากกระทรวงไอซีที 3,000 ล้านบาทวางเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเข้าถึงโรงเรียนมาจัดทำเป็นห้องสมาร์ทคลาสรูมแทน

                สำหรับอุปกรณ์ที่มีมาตรฐานในห้องสมาร์ทคลาสรูม ประกอบด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์พกพามีมาตรฐานทัดเทียมไอแพด หรือใช้คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กที่แยกมาเป็นแท็บเล็ตได้ โดยแบ่งเป็น 3 ขนาด เพื่อให้เหมาะสมกับขนาดของโรงเรียน โดยโรงเรียนขนาดเล็ก กลางและใหญ่ จะใช้เครื่องคอมพิวเตอร์พกพา 20, 40 และ 50 เครื่อง งบห้องละ 3-6 แสนบาท และภายใต้งบที่เหลือจะจัดสร้างได้ 1.5-2.0 หมื่นโรงเรียน และข้อเสนอกำลังทำสเปกเพื่อส่งให้ คสช.พิจารณา ดังนั้น จึงควรให้ทุกฝ่ายรวมถึงนักวิชาการด้านการศึกษาที่เป็นกลาง ได้ให้ความคิดเห็นว่าคุ้มค่าและมีส่วนช่วยให้เด็กไทยพัฒนาความรู้ความสามารถได้จริงหรือไม่ และขั้นตอนต้องควบคุมให้โปร่งใส ไม่เช่นนั้นความพยายามปฏิรูปประเทศก็จะไร้ค่าไม่มีประโยชน์แต่อย่างใดเลย