คอลัมนิสต์

คำตอบสุดท้าย...ต้องแยกการเมืองออกจากตำรวจ!

คำตอบสุดท้าย...ต้องแยกการเมืองออกจากตำรวจ!

02 ก.ค. 2557

คำตอบสุดท้าย...ต้องแยกการเมืองออกจากตำรวจ! : โลกตำรวจ โดยผศ.ดร.ปนัดดา ชำนาญสุข

                "คม ชัด ลึก" สามารถแย่งชิงพื้นที่สื่อได้อีกครั้ง ภายหลังจากตีพิมพ์บทสัมภาษณ์ของพล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในประเด็น "ปฏิรูปสีกากี...ต้องเอานักการเมืองออกจากตำรวจ"

                นี่คือแก่น หรือ หัวใจสำคัญ ซึ่งเป็นรากเหง้าที่แท้จริงของปัญหาความประพฤติที่มิชอบทั้งหลายทั้งปวงของวงการตำรวจไทย ซึ่งคนที่เข้าใจวัฒนธรรมการทำงานขององค์กรตำรวจอย่างแท้จริงต่างรู้กันเป็นอย่างดีว่า นักการเมืองไทยทุกระดับ...คือต้นกำเนิดของความล้มเหลวในระบบการบริหารงานบุคคลที่แผ่ซ่านทั่วทั้งองค์กรตำรวจ ไม่ว่าในระดับสูงสุดหรือระดับต่ำสุด

                “เดี๋ยวนี้ไม่ใช่ตำรวจระดับสัญญาบัตรนะที่ต้องวิ่งเข้าหานักการเมืองเพื่อวิ่งเต้น ระดับชั้นประทวนก็วิ่งเต้นอย่างมากมาย ตำรวจที่มุ่งมั่นทำงานโดยไม่วิ่งเต้นเข้าหานักการเมือง หรือผู้มีอำนาจหายากเต็มทีในโลกของตำรวจปัจจุบัน” นายตำรวจทั้งระดับชั้นประทวนและระดับสัญญาบัตรพูดทำนองเดียวกัน

                “ใช่เลย ท่านรอง ผบ.ตร.พูดในสิ่งที่ตำรวจทุกคนอยากพูด ผมขอย้ำและยืนยันว่า ตำรวจทุกคน" นายตำรวจหัวหน้าสถานีพูดถึงคำให้สัมภาษณ์ของ พล.ต.อ.สมยศที่ว่า "นักการเมืองใช้ประโยชน์จากตำรวจ เอามาสนองความต้องการของตัวเอง ขณะที่ตำรวจก็วิ่งเต้นกับนักการเมืองด้วย ทั้งหมดนี้มันเป็นเพราะกฎหมายหรือโครงสร้างตำรวจถูกกำหนดให้นักการเมืองเข้ามามีอำนาจเหนือตำรวจ...นักการเมืองมีบทบาทต่อการแต่งตั้งโยกย้าย...ทุกคนต้องการความเจริญก้าวหน้าในอาชีพราชการ เมื่อรู้ว่านักการเมืองทำให้ได้ ก็ไปรับใช้ เพราะฉะนั้นถ้าอยากแก้ตรงจุดนี้ก็ต้องแก้กฎหมาย” ถูกต้องและตรงประเด็น ชัดเจนอย่างที่สุด!!

                “ทุกวันนี้ ตำรวจไม่เชื่อฟังผู้บังคับบัญชา เพราะรู้ว่าให้คุณให้โทษเขาไม่ได้ ถ้าเอานักการเมืองออกไปเสีย ทุกอย่างก็จะเข้าระบบ ตำรวจก็จะมีวินัย มีระเบียบ ปฏิบัติตามกฎหมาย กลับสู่ประเพณีที่ดี ให้เกียรติและเชื่อฟังผู้บังคับบัญชา” พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง พูดความจริงที่ตำรวจมีความหวังอย่างยิ่งว่า ความจริงนี้จะได้รับการแก้ไขอย่างจริงจังในห้วงเวลาและบริบทที่เหมาะสมอย่างที่สุดในเวลาเช่นนี้

                เรื่องราวที่รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติพูดนี้ ไม่ใช่เรื่องใหม่ ไม่ใช่เป็นเรื่องแปลกสำหรับวงการตำรวจ แต่เป็นความจริงแท้ สิ่งที่สามารถสร้างพลังได้อย่างมากคือ การที่นายของพวกเขาเหล่านั้นออกมาพูด ออกมาส่งเสียงเรียกร้องและต่อสู้แทนพวกเขาเหล่านั้นโดนใจสุดๆ ด้วยการตอกย้ำที่ว่า...การปฏิรูปตำรวจเป็นเรื่องที่ต้องทำโดยตำรวจหรือผู้ที่เข้าใจระบบงานตำรวจเท่านั้น และไม่ควรเร่งรัดจนเกินไปด้วย

                “เป็นหมอแต่ไม่รู้จักโรค จะแก้ได้อย่างไร ตำรวจอยู่ กิน นอน อย่างไร ความรู้สึกเป็นอย่างไร ถ้าไม่รู้หรือเอาคนอื่นมามันก็แก้ไม่ได้ ตำรวจกว่าสองแสนนาย ต้องถามคนในองค์กรว่ารู้สึกอย่างไร ต้องค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป หาจุดที่เป็นปัญหาจริงๆ แล้วค่อยๆเปลี่ยน ให้ตำรวจยอมรับก่อน ไม่อย่างนั้นเป็นปัญหาแน่” คำกล่าวย้ำของนายตำรวจใหญ่ ทำให้นายตำรวจใหญ่กลายเป็นขวัญใจของไพร่พลสีกากีไปในบัดดล

                นานแล้วที่พวกเขาไม่เคยได้รับประสบการณ์ของการต่อสู้ของนายเพื่อองค์กร เพื่อไพร่พลกว่าสองแสนนาย ซึ่งทุกคนมั่นใจว่า การที่นายเป็นหัวในการนำการต่อสู้เรียกร้องเช่นนี้ จะนำไปสู่การทำงานที่ทุ่มเทมีขวัญกำลังใจ และท้ายที่สุด...ตำรวจจะกลายเป็นตำรวจของประชาชนอย่างแท้จริง

                "สิ่งแรกที่ควรทำคือ การสร้างความรักใคร่สามัคคีปรองดองในหมู่ข้าราชการตำรวจ และทำให้ตำรวจกับประชาชนเข้าใจกัน" นายตำรวจใหญ่พูดถึงบทบาทของ ผบ.ตร.คนต่อไปที่ควรทำ

                ลองคิดดูเถิดว่า เมื่อตำรวจถูกสลายสี สลายขั้วการเมือง ทุกคนล้วนมีเลือดสีเดียวกัน คือ สีกากีอย่างแท้จริง องค์กรนี้จะส่งพลังขนาดไหน!!

                “ผมไม่เก่งเหมือนท่าน...ฉะนั้นเวลาผมพูดหรือผมสั่งอะไรแล้วคิดว่าผมสั่งไม่ถูก...บอกผม อย่าเก็บเงียบไว้...รู้อยู่แล้วว่าสั่งผิด แต่ไม่กล้าเตือน อย่างนี้ผมเกลียดที่สุด” นายตำรวจใหญ่ปิดท้ายได้สวยงามกับบทสัมภาษณ์ที่สร้างความประทับใจและทำให้หัวใจของไพร่พลที่เหี่ยวเฉากลับมาสดชื่นพองโตขึ้นอีกครั้ง

                “เสียงคืออำนาจ” พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เคยกล่าวไว้ และสอนให้ผู้นำตำรวจทุกระดับได้นำไปใช้ในการปฏิบัติเพื่อกระตุ้น ส่งเสริมให้ตำรวจผู้ใต้บังคับบัญชาได้ทุ่มเทเสียสละในการทำงาน รวมถึงการส่งเสียงเพื่อชื่นชม ยกย่องให้กำลังใจแก่ลูกน้องที่ทุ่มเทอดทนในการทำงานท่ามกลางข้อจำกัดต่างๆ มากมายที่ถาโถมเข้ามาอย่างไม่หยุดยั้งในโลกของตำรวจ

                ดังนั้นเสียงของ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ครั้งนี้ จึงมีอำนาจอย่างมหาศาลต่อขวัญและกำลังใจต่อเหล่าบรรดาตำรวจกว่าสองแสนชีวิต

                “ผมขอร้อง โปรดกรุณาส่งเสียงแทนพวกผมถึงท่านว่า พวกผมกราบขอบคุณและขอให้ท่านนำพาให้ความคิด ความฝันนี้เป็นความจริงด้วยเถิด หากท่านหรือผู้มีอำนาจใดในประเทศนี้สามารถทำให้องค์กรตำรวจหลุดพ้นจากการครอบงำหรือแทรกแซงทางการเมืองได้จริง...นั่นคือคุณูปการที่ยิ่งใหญ่ที่ท่านทำให้แก่แผ่นดินมิใช่เพียงแค่คุณูปการต่อองค์กรตำรวจแต่เพียงเท่านั้น”

                คิดถูก พูดถูกแล้วค่ะท่าน ขั้นต่อไปลุย...ลงมือทำเลย

                เชียร์!!