
น้ำมือ'คนในกระจก'
น้ำมือ'คนในกระจก' : ขยายปมร้อน โดยศรุติ ศรุตา
จำนวนแรงงานต่างด้าวที่เข้ามาทำงานในประเทศไทย ตัวเลขคร่าวๆ อยู่ที่ประมาณ 5 ล้านคนเศษ ตัวเลขนี้ปรากฏขึ้นภายหลังการประกาศจัดระเบียบแรงงานต่างด้าวของ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช.
แรงงานต่างด้าวส่วนใหญ่เป็นชาวกัมพูชา ซึ่งเมื่อรู้ว่าทางการไทยเตรียมจัดระเบียบครั้งใหญ่ต่างพากันหนีกลับเข้าประเทศนับแสนๆ คน
ไม่ใช่เรื่องง่ายนักที่จะรับมือการเคลื่อนย้ายประชากรจำนวนมากขนาดนี้พร้อมๆ กัน ในขณะที่กัมพูชาเองก็ได้เม็ดเงินที่แรงงานกัมพูชาทั้งถูกกฎหมายและผิดกฎหมายในประเทศไทยขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายใน
ไม่แปลกที่ สมเด็จฮุน เซน จะบอกว่า การอพยพแรงงานกลับถิ่นฐานครั้งนี้มีจำนวนราวๆ 2.5 แสนคน
ฮุน เซน เปรียบการแห่กลับบ้านของแรงงานกัมพูชาครั้งนี้ว่า ไม่ต่างกับน้ำท่วมประเทศ !
น้ำป่าที่ไหลบ่านั้น เร็ว แรง และอาจทำลายล้างสิ่งที่ขวางกั้นได้อย่างไร ก็คงจะเปรียบเทียบได้กับมหาอุทกภัยในบ้านเราเมื่อปี 2554 ได้เป็นอย่างดีว่า มันทำลายล้างประเทศไทยยับเยินแค่ไหน
ฮุน เซน เรียกร้องให้ไทยช่วยเหลือให้รับแรงงานเหล่านั้นกลับมาทำงาน... นั่นคือสิ่งที่กัมพูชาพอจะทำได้
ในขณะที่ประเทศไทยนั้น แม้จะเกิดอาการช็อกอยู่บ้างในช่วงแรก โดยเฉพาะในส่วนผู้ประกอบการที่จู่ๆ แรงงานก็หายไปจากตลาด ฉุดกำลังการผลิต
แต่ในส่วนของประเทศไทยแล้ว นี่คือการเปิดโปงความจริงครั้งยิ่งใหญ่ที่ไม่มีใครเชื่อว่า หากอยู่ในภาวะปกติ มีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ก็จะไม่มีทางที่จะทำเช่นนี้ได้
แรงงานต่างด้าวกว่า 5 ล้านคนนั้น เอาเข้าจริงเป็นแรงงานที่ถูกกฎหมายเพียงครึ่งเดียว นั่นก็หมายความว่า มีขบวนการค้าแรงงานเถื่อนขับเคลื่อนกลไกนี้อยู่
สิ่งเหล่านี้คือส่วนสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยถูกจัดลำดับการค้ามนุษย์ โดยเฉพาะแรงงานตกจากระดับเทียร์ 2 ลงไปสู่เทียร์ 3 อันเป็นลำดับเดียวกับประเทศล้าหลัง ด้อยพัฒนา
คสช.รู้ดีว่า กว่าสหรัฐจะจัดชั้นประเทศไทยให้ลงไปสู่เทียร์ 3 นั้น เขาให้เวลาในการบริหารจัดการปัญหานานถึง 4 ปี
แต่ที่ผ่านมาการขยับตัวของประเทศไทยเกิดขึ้นราวกับว่า ไม่เห็นความสำคัญในการเล็งเห็นปัญหานี้ของสหรัฐ
การตกมาสู่ เทียร์ 3 จึงเป็นไปโดยอัตโนมัติ !
สิ่งที่จะตามมาก็คือ ภายในเวลา 90 วัน สหรัฐจะทำการประเมินว่า จะดำเนินการคว่ำบาตรเพื่อลงโทษประเทศไทยอย่างไร หรืออาจจะตัดสินใจไม่ดำเนินการใดๆ
นั่นก็ขึ้นกับว่า การกระตือรือร้นในการใส่ใจท่าทีของสหรัฐ ด้วยการออกมาตรการ หรือบังคับใช้กฎหมายเพื่อขจัดปัญหาเหล่านี้ อย่างไร จะเรียกได้ว่า ดำเนินการอย่างมีนัยสำคัญได้หรือไม่
การจัดระบบขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าว แบบวันสต็อปเซอร์วิส ที่ จ.สมุทรสาคร ที่ทางการพยายามจะเอาเป็น "โมเดล" เพื่อนำรูปแบบนี้ไปใช้กับทุกจังหวัดที่จะมีแรงงานต่างด้าวเข้ามาทำงานนั้น มีผลมากกว่าการรับรู้ "จำนวน" แรงงานทั้งถูกกฎหมายและผิดกฎหมาย
ข้อมูลที่ได้มานั้น ไม่เพียงทำลายระบบค้าแรงงาน แต่ยังสร้างรายได้ให้แก่รัฐ ที่จะนำไปจัดสรรทรัพยากรที่จะต้องย้อนกลับมาดูแลแรงงานเหล่านี้ จากที่ก่อนหน้านี้เป็นเม็ดเงินจากประเทศไทยที่ "จ่าย" มาโดยตลอด
ไม่แน่ว่า การเข้ามาดำเนินการอย่างรวดเร็ว และเป็นระบบ ด้วยอำนาจพิเศษ จะทำให้ทุกอย่างเข้ารูปเข้ารอย และอยู่ในระบบที่ตรวจสอบได้ และยอมรับได้ในมาตรฐานที่ควรจะเป็น อีก 1 ปีข้างหน้าอาจมีการประเมินอันดับประเทศไทยใหม่
เพราะหากดำเนินไปเช่นนี้ ก็น่าเชื่อว่า มีการดำเนินการอย่างมีนัยสำคัญพอที่จะทำให้สหรัฐเชื่อว่า เรื่องแรงงานนั้น ไทยเอาจริง แก้ปัญหาจริง
ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ก็คงต้องก้มหน้ารับชะตากรรม ไม่มีใครทำลายประชาธิปไตยหรอก มีแต่ "คนในกระจก" นั่นแหละที่ลงมือ
............
(หมายเหตุ : น้ำมือ'คนในกระจก' : ขยายปมร้อน โดยศรุติ ศรุตา)



