คอลัมนิสต์

การเมืองเรื่องวีซ่ากับความมั่นคง

การเมืองเรื่องวีซ่ากับความมั่นคง

01 ก.ค. 2557

การเมืองเรื่องวีซ่ากับความมั่นคง : โลกสาระจิปาถะ โดยกวี จงกิจถาวร

                ประเทศไทยเป็นประเทศเดียวที่มีการเปลี่ยนแปลงการยกเลิกใช้วีซ่าบ่อยที่สุด เนื่องจากต้องการส่งเสริมการท่องเที่ยวนำรายได้เข้าประเทศ หลังวิกฤติเศรษฐกิจต้มยำกุ้งหรือเหตุการณ์การเมืองผิดปกติในไทยที่เกิดขึ้นบ่อยๆ รัฐบาลกับหน่วยที่รับผิดชอบมักจะออกระเบียบให้คนถือหนังสือเดินทางประเทศโน้นประเทศนี้ให้เข้าประเทศได้ บางประเทศ 15 วัน บางประเทศ 30 วัน เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว บางประเทศสามารถขอวีซ่าได้ที่สนามบิน

                คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) น่าจะมีการพิจารณาระเบียบวีซ่าใหม่ หรือยกเครื่องใหม่หมด เพื่อหาแนวทางเหมาะสมที่สุด โดยมีมิติความมั่นคงเข้ามาเกี่ยวข้อง ที่ผ่านมา เนื่องจากบ้านเราต้องการส่งเสริมการท่องเที่ยวกอปรกับความพยายามกอบกู้เศรษฐกิจตกต่ำ ทำให้มีการยกเว้นวีซ่ากับบางประเทศ

                ปี 2546 ไทยยกเลิกวีซ่ากับรัสเซีย ซึ่งในตอนนั้นต้องยอมรับว่า ในวงการทูตแสดงความประหลาดใจมาก มีคำถามตามมาบ่อยครั้งว่า ทำไมไทยจึงกล้าหาญชาญชัยอย่างนี้ จึงมีการยกเลิกวีซ่ากับรัสเซีย ซึ่งไม่ค่อยมีประเทศไหนทำกัน ที่น่าสนใจคือนักท่องเที่ยวรัสเซียตอนนี้หลั่งไหลเข้ามาเที่ยวเมืองไทยเป็นจำนวนมาก ก่อนหน้านี้ นักท่องเที่ยวรัสเซียยังต้องขอวีซ่า มีแค่หลักหมื่นเท่านั้นเข้ามาเที่ยวไทย หลังยกเลิกขอวีซ่า ตัวเลขเพิ่มขึ้นทันทีเป็นหลักแสนและเกินหนึ่งล้านต้นเมื่อสองปีที่ผ่านมา

                ปีที่แล้ว ถ้าจำไม่ผิดมีนักท่องเที่ยวรัสเซียมาไทยหนึ่งล้านสามแสนกว่าคน เป็นอันดับสองรองจากจีน ต้องขอย้ำว่า นักท่องเที่ยวจีนยังต้องขอวีซ่าเข้าประเทศไทย เสียคนละหนึ่งพันบาทค่าวีซ่า ปีหนึ่งๆ เก็บค่าวีซ่าได้เป็นพันๆ ล้านบาท

                เจ้าหน้าที่ไทยที่เกี่ยวข้องเคยคิดหรือเปล่าว่า ในช่วงหก-เจ็ดปีที่ผ่านมา การยกเลิกวีซ่ากับรัสเซียนั้นมีผลดีผลเสียอย่างไรบ้างต่อประเทศไทย น่าจะมีการศึกษาให้ชัดเจน ก่อนที่จะสายเกินแก้ โดยเฉพาะหลังจากมีเลือกตั้งครั้งใหม่ในปีหน้า ในอนาคต เชื่อได้เลยเรื่องวีซ่าต้องกลับมาอีกครั้งหนึ่ง อาจต้องพิจารณาข้อเสนอของนักการเมืองว่าควรยกเลิกวีซ่าประเทศโน้นประเทศนี้

                ประเทศไทยเป็นเพียงไม่กี่ประเทศในโลกที่มีข้อตกลงยกเว้นวีซ่ากับรัสเซีย ขนาดประเทศที่มีความใกล้ชิดกับรัสเซีย มีความคิดเห็นทางการเมืองเหมือนๆ กัน ยังไม่กล้าทำเช่นนั้น เช่นจีน เป็นต้น

                ผู้เขียนจำได้ว่า ไทยกับรัฐบาลรัสเซียมีเรื่องบาดหมางกันในกรณีนายวิคเตอร์ บูท นักค้าอาวุธชื่อดังของโลกที่ถูกจับในไทยเมื่อห้าปีที่แล้ว หลังจากนั้นเขาถูกนำตัวส่งศาลไทย หลังพิจารณามีคำตัดสินส่งตัวไปให้ศาลสหรัฐอเมริกาฟ้องร้องต่อ ตลอดเวลาที่มีเรื่องนี้ขึ้นศาล ไม่มีสื่อไทยยกประเด็นที่ว่า กลุ่มอาชญากรข้ามชาติหรือนักค้าอาวุธทั้งหลายได้หลั่งไหลเข้ามาไทย อาทิตย์ที่แล้วยังมีข่าวว่า นายอเล็กซาน เมาดูซอฟ อาชญากรรัสเซียฆ่ามาแล้ว 30 ศพ แอบเข้าไทย แล้วถูกเจ้าหน้าที่รัสเซียจับได้

                ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ความมั่นคงไทยมักจะแสดงความห่วงใยว่า ในอนาคตเกี่ยวกับประชาคมอาเซียน พูดถึงอาชญากรรมข้ามชาติในบริบทของอาเซียน ซึ่งถ้าเปรียบเทียบกับแหล่งที่มาจากรัสเซียนั้น มันคนละชั้นกัน

                วันก่อนนักการทูตชาวเปรู เล่าให้ฟังว่า ประเทศในอเมริกาใต้หลายประเทศได้ยกเว้นวีซ่าหนังสือเดินทางจีน ในช่วงสาม-สี่ปีที่ผ่านมา เนื่องจากต้องการดึงดูดนักท่องเที่ยวและนักลงทุน แต่ปรากฏว่า ตอนนี้เมืองลิมามีชาวจีนเข้ามาลงทุนตั้งรกรากเป็นจำนวนมากเปิดร้านค้าขาย ร้านอาหารและของชำทั่วเมืองหลวงและต่างจังหวัด

                ผู้เขียนเคยไปสัมภาษณ์ชาวจีนที่มาเปิดร้านอาหารในลิมา มีเจ้าของร้านเล่าให้ฟังว่า รัฐบาลจีนสนับสนุนให้พวกเขาออกมาตั้งร้านค้าแบบที่ไม่ต้องทุนเยอะ คือ ร้านอาหารและร้านสะดวกซื้อ (เบี่ยนลีเตี้ยน) ตอนนี้พวกเขาเริ่มมีการจับกลุ่มเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองกับเจ้าหน้าที่พื้นเมือง เนื่องจากเริ่มเข้าใจภาษาสเปนและวัฒนธรรมพื้นเมือง ตัวอย่างแบบนี้มีให้พิจารณาเป็นพันๆ แห่งทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นในละตินอเมริกา แอฟริกา หรือในลาว และกัมพูชา

                ในบราซิล หนังสือเดินทางสหรัฐอเมริกาก็ต้องขอวีซ่าเหมือนประเทศอื่นๆ รัฐบาลลบราซิลมีความภาคภูมิในศักดิ์ประเทศ ไม่ง้อใคร ไทยเราต่างหากยกเลิกวีซ่าข้างเดียวให้แก่ประเทศที่มีศักยภาพเข้ามาท่องเที่ยว

                การเข้า-ออกประเทศของชาวต่างชาติเป็นเรื่องความมั่นคง เราไม่ควรคิดแต่ในแง่มุมเดียว คือส่งเสริมการท่องเที่ยว คสช.อย่าพลาดโอกาส จัดระเบียบใหม่ คิดให้รอบคอบ มิฉะนั้นวันหนึ่งไทยเราต้องเจอดี คือ อยู่ๆ มันจะเกิดมีสาขาเล็กๆ ของประเทศที่เรายกเว้นวีซ่าเต็มเมืองไทยไปหมด