
จักรภพโมเดล
จักรภพโมเดล : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ.2557
กรณีศาลทหารจังหวัดสระบุรีอนุมัติหมายจับนายจักรภพ เพ็ญแข ผู้หลบหนีคำสั่งเรียกรายงานตัวของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในข้อหาพัวพันกับกรณีเจ้าหน้าที่สามารถจับกุมอาวุธสงครามได้จำนวนมากที่ จ.พระนครศรีอยุธยา เป็นเรื่องน่าติดตามยิ่ง โดยเฉพาะในวันต่อมา พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวน ระบุว่า อาวุธที่จับกุมได้ยังเกี่ยวโยงกับกลุ่มเคลื่อนไหวภายใต้ปฏิบัติการ "ขอนแก่นโมเดล" ซึ่งพูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ อาวุธเหล่านี้ถูกเตรียมการเอาไว้เพื่อก่อเหตุบางอย่างเพื่อบรรลุเป้าหมายทางการเมือง และในวันต่อมา กองทัพภาคที่ 1 และกองทัพภาคที่ 2 ได้จัดแถลงข่าวผลการจับกุมอาวุธร้ายแรงในรอบ 1 เดือน ที่ผ่านมา ต่อหน้าทูตทหาร 11 ประเทศ ซึ่งก็เกี่ยวเนื่องกับ "ขอนแก่นโมเดล" อีกเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม นายจักรภพ ซึ่งขณะนี้พำนักอยู่ในต่างประเทศ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด และแสดงออกผ่านการโพสต์ของเขา อันหาได้สะทกสะท้านต่อคำขู่ใดๆ ของคสช. ขณะที่คสช.โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงการต่างประเทศ กำลังประสานงานเพื่อขอตัวนายจักรภพกลับมาดำเนินคดี ตามสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน ก่อนหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศจะประกาศเพิกถอนหนังสือเดินทางของผู้ต้องหาตามหมายจับ คสช.จำนวน 6 คน ซึ่งหนึ่งในนั้นมีนายจักรภพรวมอยู่ด้วย การดำเนินการเป็นขั้นเป็นตอนทั้งหมดนี้สะท้อนให้สังคมเข้าใจไปในทำนองเดียวกันว่า คสช.กำลังเอาจริงเอาจังกับการกวาดล้าง "ขบวนการลับ" ที่ต้องการจะสร้างความปั่นป่วนขึ้นในบ้านเมืองภายใต้ปฏิบัติการ "ขอนแก่นโมเดล" ที่มีอยู่จริง มิใช่ คสช.สร้างเรื่องขึ้นมาเอง เพื่อความชอบธรรมของการเข้ายึดอำนาจการปกครองเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม
นอกจากข้อกล่าวหาล่าสุดเรื่องอาวุธแล้ว ดูเหมือนว่า ในวันนี้นายจักรภพกำลังจะก้าวขึ้นเป็นมาบุคคลอันดับหนึ่งที่ คสช.ต้องการตัวมากที่สุดไปแล้ว เพราะเขายังตกเป็นเป้าหมายของการดำเนินคดีอาญาในข้อหาที่ถือว่ารุนแรงในความรู้สึกของประชาชนคนไทย และเป็นประเด็นสำคัญอย่างยิ่งยวดที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช.พูดย้ำไว้เสมอๆ ว่า จะต้องดำเนินการโดยเด็ดขาด ตั้งแต่ครั้งยังไม่ได้เข้ายึดอำนาจการปกครอง เป็นการดำเนินการคู่ขนานไปกับการสลายสีเสื้อ สร้างความปรองดองสมานฉันท์ของประชาชนฝ่ายต่างๆ ให้เกิดขึ้นในชาติให้ได้ในเร็ววัน
อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ที่ชื่อของนายจักรภพและพวก ถูกกาหัวเอาไว้เรียบร้อยแล้ว ย่อมมีความจำเป็นอยู่เองที่ คสช.จะต้องดำเนินการตามครรลองของกฎหมายด้วยความเป็นธรรม ด้วยพยานหลักฐานที่สามารถพิสูจน์ได้ทางวิทยาศาสตร์ภายใต้กระบวนการที่ได้รับการยอมรับ เพื่อให้เห็นว่า นายจักรภพเป็นอันตรายต่อความมั่นคงอย่างที่ถูกกล่าวหาหรือไม่ และให้เป็นรูปแบบหรือโมเดลที่แสดงได้ว่า การดำเนินคดีในข้อหาร้ายแรงเช่นว่านั้น มีมาตรฐานเดียวที่ไม่อาจปล่อยผ่านเลย เช่นเดียวกับการเปิดโปงขอนแก่นโมเดลให้รับรู้กันโดยทั่วไปว่า เป็นขบวนการที่มีอยู่จริง ไม่ใช่ข้อกล่าวหาที่เป็นนามธรรมจับต้องไม่ได้ ซึ่งทั้งหมดนี้ย่อมต้องอาศัยขั้นตอนการดำเนินคดีนายจักรภพเป็นกรณีตัวอย่าง อันจะนำเป็นสู่การ "ปัดกวาด" ที่แท้จริง ไม่กลั่นแกล้งใคร



