
การบริหารน้ำยุคคสช.
การบริหารน้ำยุคคสช. : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 30 มิถุนายน 2557
ลำพังการออกคำสั่งให้ยุติการประมูลงานก่อสร้างขนาดใหญ่ตามแผนบริหารจัดการนำของคณะกรรมการบริหารจัดการนำและอุทกภัย (กบอ.) ในอดีต คงจะไม่เพียงพอสำหรับการรับมือสถานการณ์น้ำของประเทศในขณะนี้ ที่มีแนวโน้มว่ากำลังจะประสบปัญหาภัยแล้งอย่างรุนแรง และจะส่งผลกระทบต่อการเพาะปลูกพืชเศรษฐกิจนานาชนิดอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ โดยเฉพาะการปลูกข้าวในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาและภาคกลางหลายจังหวัดที่ต้องอาศัยพึ่งพิงน้ำเหนือจากเขื่อนภูมิพล และเขื่อนสิริกิติ์ เป็นหลัก จนทำให้เห็นแนวโน้มว่า การผลิตข้าวในฤดูการผลิต 2557/2558 จะต้องประสบปัญหาอย่างแน่นอน ทั้งนี้ยังไม่รวมถึงสภาพความเป็นจริงของวิบากกรรมอันเกี่ยวเนื่องกับโครงการรับจำนำข้าวทุกเมล็ดของรัฐบาลก่อน และการระบายข้าวออกจากสต็อก ฯลฯ
สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำของเขื่อนขนาดใหญ่รายงานล่าสุดเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน ที่ผ่านมา โดยสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (องค์การมหาชน) พอสรุปได้ดังนี้ เขื่อนภูมิพลมีความจุอ่าง 13,462 ล้านลูกบาศก์เมตร มีน้ำในอ่าง 4,280 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือเท่ากับ 32% เขื่อนสิริกิติ์ มีความจุอ่าง 9,510 ล้านลูกบาศก์เมตร มีน้ำอยู่ในอ่าง 3,181 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็น 35% สำหรับในภาคตะวันตก ซึ่งต้องสำรองน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคอยู่ในขณะนี้ พบว่า เขื่อนศรีนครินทร์ ซึ่งเป็นเขื่อนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย มีความจุอ่าง 17,745 ล้านลูกบาศก์เมตร มีน้ำอยู่ในอ่าง 12,616 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือเท่ากับ 71 % ขณะที่เขื่อนวชิราลงกรณ มีความจุอ่าง 8,860 ล้านลูกบาศก์เมตร มีน้ำอยู่ในอ่าง 3,939 ล้านลูกบาศก์เมตรหรือคิดเป็น 44% โดยภาพรวมของเขื่อนขนาดใหญ่จนถึงวันนี้ ซึ่งเข้าสู่ฤดูฝนมาเป็นแรมเดือนแล้ว ก็ยังจัดได้ว่าอยู่ในภาวะวิกฤติ
เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน ที่ผ่านมา พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะรองหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานการประชุมบริหารจัดการน้ำ เพื่อสรุปแผนงานน้ำประจำปี 2557 และแนวทางการดำเนินงานในปี 2558 โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกหน่วยร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง ซึ่งจากการรวบรวมข้อมูลพบว่า มีงบประมาณแก้ไขปัญหาน้ำอยู่ 1.7 หมื่นล้านบาท เน้นหนักไปที่การขุดลอกคูคลอง โดย พล.อ.ฉัตรชัย ย้ำว่า การบริหารจัดการน้ำในลำดับต่อไปจะต้องลดขั้นตอนลงให้เหลือน้อยที่สุด และขอให้คิดเร็วทำเร็ว
นับเนื่องจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่เมื่อปลายปี 2554 หลายภาคส่วนตกอยู่ในอาการหวาดผวาต่ออุทกภัย โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมจนกลายเป็นฝันร้าย ก่อกระแสผลักดันให้รัฐบาลเร่งออกโครงการบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการขึ้น จนเกือบจะเกิดโครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท ทั้งหมดล้วนอยู่ในบริบทของแผนป้องกันน้ำท่วม ทั้งๆ ที่การบริหารจัดการควรให้น้ำหนักเรื่องภาวะแห้งแล้งไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน เช่นนี้แล้ว สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำต่างๆ ดังกล่าวมาข้างต้นต้องถือเป็นโจทย์ใหญ่สำหรับคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำชุดใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นภายในไม่เกิน 10 วันข้างหน้านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแผนการฝ่าวิกฤติน้ำแล้ง ในฤดูกาล 2557/2558 หรืออีก 12 เดือนนับจากนี้



