คอลัมนิสต์

สายตรวจจราจรอัจฉริยะลดข้อพิพาทตร.-ประชาชน

สายตรวจจราจรอัจฉริยะลดข้อพิพาทตร.-ประชาชน

27 มิ.ย. 2557

สายตรวจจราจรอัจฉริยะลดข้อพิพาทตร.-ประชาชน : สายตรวจระวังภัย กรกมล อักษรเดช

               บ่อยครั้งที่คลิปบันทึกภาพเหตุการณ์ขณะตำรวจจราจรถูกนำมาเผยแพร่ผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์ก ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นภาพเหตุการณ์การปฏิบัติหน้าที่ที่ไม่ค่อยเหมาะสมเท่าที่ควร ส่งผลต่อภาพลักษณ์ของตำรวจ

               สภาพปัญหาที่เกิดขึ้น นำมาสู่มาตรการตามโครงการประชาชนอุ่นใจ ตำรวจจราจรเพิ่มความปลอดภัยบนท้องถนน หรือสายตรวจอัจฉริยะ ติดกล้องตำรวจจราจรเพื่อความปลอดภัยคนใช้ถนน และความโปร่งใสในการทำงาน โดยเริ่มนำกล้องวิดีโอดังกล่าวมาใช้งานตั้งแต่ปลายเดือนมิถุนายน เป็นต้นไป

               “ตั้งแต่มีกล้องบันทึกภาพวิดีโอช่วยให้เราโปร่งใสมากยิ่งขึ้น ในการทำงานประชาชนจะมั่นใจได้ว่าเราทำงานแบบไม่มีนอกมีใน ผิดก็คือผิด แตกต่างจากเมื่อก่อนที่ตำรวจทำงานโดยไม่มีการบันทึกภาพ ทำให้เกิดข้อโต้แย้งและตอบข้อซักถามของประชาชนไม่ได้ แต่เมื่อมีกล้องช่วยเราได้เยอะ” ร.ต.ต.ฐกฤต บุตรศรีกุล รองสว.งานตรวจพิสูจน์ผู้ขับขี่ กก.5 บก.จร. ผู้ปฏิบัติหน้าที่ตั้งจุดตรวจวัดแอลกอฮอล์ ให้ข้อมูล

               กล้องบันทึกภาพวิดีโอ 40 ตัว ถูกนำมาติดหน้ารถยนต์ หรือรถจักรยานยนต์ เพื่อบันทึกภาพระหว่างที่ตำรวจลงไปปฏิบัติหน้าที่ และคุณสมบัติของตัวกล้องสามารถบันทึกภาพต่อเนื่องได้นาน 6 ชั่วโมง บันทึกภาพได้ทั้งกลางวันและกลางคืน สามารถถอดออกจากรถหากเกิดเหตุพิเศษได้ทันท่วงที หรือเกิดเหตุการณ์โต้แย้ง ระหว่างผู้ปฏิบัติกับผู้ถูกตรวจจับ

               โดยเมื่อเร็วๆ นี้ ตำรวจกองกำกับการ 5 บก.จร. ได้ตั้งด่านตรวจวัดแอลกอฮอล์ หน้าห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง ย่านมีนบุรี แล้วเกิดเหตุการณ์รถยนต์ส่วนบุคคลเฉี่ยวชนรถแท็กซี่ สีชมพู ทะเบียน 1 กณ 7124 กรุงเทพมหานคร ทำให้ด้านซ้ายของรถแท็กซี่เป็นรอยถลอกยาว จึงได้ให้คู่กรณีจอดรถเข้าข้างทางและแจ้งให้ตำรวจตรวจสอบ

               ขณะปฏิบัติหน้าที่เมื่อเกิดเหตุการณ์พิเศษเกิดขึ้น ตำรวจสามารถนำกล้องวิดีโอเคลื่อนย้ายจากจุดเดิมที่บันทึกภาพอยู่ โดยสามารถเคลื่อนย้ายกล้องวิดีโอไปพร้อมกันติดตัวไปได้ทุกที่ เพื่อบันทึกภาพเหตุการณ์ไว้ตรวจสอบย้อนหลัง หากมีการร้องเรียนเกิดขึ้น

               ซึ่งจากการตรวจวัดแอลกอฮอล์ของคู่กรณีทั้งสองฝ่าย พบว่าปริมาณแอลกอฮอล์ของฝ่ายคู่กรณีของรถแท็กซี่มีระดับปริมาณแอลกอฮอล์เกินกว่าที่กฎหมายกำหนด สูงถึง 215 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ เกินกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ที่ 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ตำรวจจึงได้ส่งตัวผู้ถูกตรวจวัดไปที่ สน.มีนบุรี เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป ซึ่งกรณีดังกล่าวมีภาพถ่ายจากกล้องวิดีโอที่ตำรวจบันทึกไว้เป็นหลักฐานสำคัญในการดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิด

               ด้าน พ.ต.อ.วีระวิทย์ วัจนะพุกกะ ผกก.กก.5 บก.จร. กล่าวว่า ที่ผ่านมาข้อโต้แย้งระหว่างคู่กรณีที่เกิดขึ้นบนท้องถนนเป็นเรื่องยากที่จะพิสูจน์ได้ว่าใครผิดใครถูก ตำรวจจึงได้นำเทคโนโลยีมาใช้ โดยการติดตั้งกล้องวิดีโอเพื่อบันทึกภาพเหตุการณ์ไว้ตามด่านตรวจต่างๆ รวมถึงติดตั้งไว้กับหมวกตำรวจจราจร เพื่อบันทึกภาพขณะปฏิบัติหน้าที่ โดยให้ชื่อโครงการนี้ว่า "สายตรวจจราจรอัจฉริยะ" ซึ่งจะเป็นการนำร่องดำเนินการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่ เข้ามาช่วยเสริมการปฏิบัติงานของตำรวจให้มีความชัดเจน และมีข้อมูลตรวจสอบย้อนหลังได้มากยิ่งขึ้น

               พ.ต.อ.วีระวิทย์ บอกด้วยว่า ถือเป็นครั้งแรกที่มีการจัดหากล้องวิดีโอมาใช้ในการทำงาน ภาพวิดีโอที่ถูกบันทึกไว้จะถูกเก็บรักษาไว้อย่างน้อย 15 วัน เพื่อป้องกันกรณีที่มีการร้องเรียนเรื่องความประพฤติไม่เหมาะสม และตรวจสอบการทำงานย้อนหลัง ป้องกันและแก้ไขปัญหาการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ตำรวจจราจรที่ดีที่ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย และประชาชนผู้ได้รับการปฏิบัติในการตรวจค้นจับกุมตามกฎหมาย กก.5 (ตรวจพิสูจน์, สถิติวิจัย)

...........

(หมายเหตุ : สายตรวจจราจรอัจฉริยะ ลดข้อพิพาทตร.-ประชาชน : สายตรวจระวังภัย กรกมล อักษรเดช)