
เสื่อมสุดขีด!
เสื่อมสุดขีด! : กระดานความคิด โดยจอกอ
ร่วมวงเสวนา กับบรรดากูรูสื่อทั้งฝ่ายวิชาชีพ และวิชาการ ว่าด้วย “เสรีภาพสื่อมวลชนภายใต้รัฐธรรมนูญ พ.ศ.255...” เมื่อวันอาทิตย์ (22 มิถุนายน 2557) แล้ว ก็เริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า การยืนยันให้ยังคงหลักเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น อันเป็นหัวใจสำคัญของบรรดาผู้ประกอบวิชาชีพสื่อในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้น ยังจำเป็นอยู่หรือไม่ ในกระแสสังคมที่วงการสื่อเสื่อมสุดขีด ความเชื่อถือศรัทธาลดลงอย่างน่าใจหาย
คำอธิบายเรื่องการมีเสรีภาพของสื่อ กลายเป็นความพยายามปกป้องกันเอง ร้ายกว่านั้นคือการรักษาพื้นที่ทำมาหากินโดยไม่สนใจหลักการอะไรทั้งสิ้น ในขณะที่สื่อส่วนน้อยที่ยังรักษาความซื้อตรงในการทำงานไว้ได้ กลับไม่มีอิทธิพลต่อความคิด ความเชื่อของผู้คน
เราพยายามหาคำตอบมาเนิ่นนาน ตั้งแต่ดีกรีความเกลียดชังสื่อยังไม่ร้อนแรงเท่าวันนี้ โดยเฉพาะเมื่อเกิดเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองในช่วงเดือนมีนาคม-พฤษภาคม 2553 ที่คนกลุ่มหนึ่งไปยึดสี่แยกราชประสงค์และขยายอาณาเขตไปตั้งป้อมค่าย ณ จุดกลางหัวใจธุรกิจของประเทศ ในสถานการณ์แบบนั้น สื่อกลายเป็นจำเลยของสังคม ข้อหาสร้างความแตกแยก ร้าวฉาน ด้วยการถ่ายทอดวาทกรรมที่สร้างความเกลียดชัง หรือ Hate Speech กลายเป็นชนักปักหลังสื่อ และมันรุนแรงมากขึ้นทุกที
ความกดดันจากกระแสสังคมในครั้งนั้น ได้ก่อรูปขึ้นเป็น คณะกรรมการพัฒนาส่งเสริมสิทธิเสรีภาพและความรับผิดชอบสื่อมวลชน (คพส.) มีตัวแทนจาก 4 องค์กรสื่อหลัก นักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญจากสาขาอาชีพต่างๆ ร่วมเป็นกรรมการอิสระ ซึ่งโดยเป้าหมายคือ การปฏิรูปสื่อ เป็นการทำงานคู่ขนานไปกับ คณะกรรมการปฏิรูปสื่อภาครัฐ ที่มีการแต่งตั้งในเวลานั้น คพส.ทำงานสำเร็จ มีข้อเสนอในเชิงรูปธรรมหลายเรื่อง แต่ก็สะดุดอยู่
ในฐานะที่ทำงานในองค์กรสื่อมานาน ตั้งแต่เป็นกรรมการสมาคมนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ยุบมารวมเป็น สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย จนกระทั่งสุดท้ายที่ประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาตินานนับสิบปี หลายคนอาจมองภาพไม่ชัดว่า นี่คืองานอาสา คืองานที่ต้องยอมทนแรงกดดันทั้งจากเพื่อนร่วมวิชาชีพ จากหน้าที่การงาน และอื่นๆ อีกมากมาย โดยไม่มีค่าตอบแทนใดๆ ทั้งสิ้น ดังนั้นการที่จะรวบรวมคนที่มีใจเดียวกัน มาทำงานที่สุดมีแต่เสมอตัว มีโอกาสที่จะโดนก้อนอิฐมากกว่าช่อดอกไม้ จึงหาได้ไม่ง่ายนัก
ประกอบกับตัวแปรต่างๆ เช่น นโยบายขององค์กรต้นสังกัด ลักษณะพิเศษของสื่อบางประเภท การเป็นองค์กรไม่แสวงหากำไร ที่ต้องลงแรงหาทุนมาดำเนินโครงการต่างๆ หาเงินมาเป็นค่าจ้าง เงินเดือนพนักงานที่รวมๆ แล้วเท่ากับบริษัทย่อยๆ บริษัทหนึ่ง จึงเป็นเรื่องหนักพอๆ กับการขับเคลื่อนงานสำคัญ เช่น งานปฎิรูปสื่อ ที่ต้องการพลังอย่างมหาศาล ไม่เพียงเฉพาะทุน แต่หมายถึงเวลาที่ต้องมีมากพอ ถึงกระนั้นเราก็ไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบได้ เพราะมันคือหน้าที่
ผมเพิ่งได้รับผลการศึกษาโครงการปฏิรูปสื่อยุคดิจิทัล จากคณะทำงานที่แต่งตั้งโดยสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ ประกอบด้วยครูบาอาจารย์ด้านนิเทศศาสตร์ เช่น รศ.ดร.ดรุณี หิรัญรักษ์ อดีตคณบดีคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ และหอการค้าไทย รศ.จุมพล รอดคำดี รศ.ดร.พีระ จิรโสภณ อดีตคณบดีคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ รศ.สดศรี เผ่าอินจันทร์ อดีตคณบดีคณะสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อาจารย์อนุสรณ์ ศรีแก้ว คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ดร.มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ รองคณบดีคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ผศ.ดร.พจนา ธูปแก้ว หัวหน้าภาควิชาหนังสือพิมพ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
เรื่องสำคัญที่คณะทำงานชุดนี้สรุปมาให้ ล้วนเป็นปัญหาหนักๆ ทั้งสิ้น เช่น การกำกับดูแลร่วม หรือ Co-regulation ซึ่งว่าเฉพาะการกำกับดูแลในรูปแบบที่เป็นอยู่ ก็เป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องทบทวนกันอย่างจริงจังแล้ว ต่อมาก็เป็นเรื่องบริบทของการสื่อสารที่เปลี่ยนไป จากการที่มีสื่อประเภทเดียว หรือสื่อหลักสิ่งพิมพ์ วิทยุกระจายเสียง โทรทัศน์ ก็กลายเป็นสื่อที่มีลักษณะหลอมรวม หรือ Media Convergence ที่องค์กรในการกำกับดูแลจะไม่สามารถแยกประเภทสื่อได้อีกต่อไป แนวคิดในการจัดตั้งองค์กรสมาพันธ์วิชาชีพสื่อจึงเกิดขึ้น
การบ้านที่ต้องทำยังมีอีกมากในเรื่องการปฏิรูปสื่อ ในท่ามกลางยุคสมัยที่ต้องยอมรับว่าสื่อเสื่อมสุดขีด แต่เมื่อตั้งใจแล้ว สำเร็จหรือล้มเหลวก็ไม่สำคัญ



