คอลัมนิสต์

ปัดกวาดขยะสังคม

ปัดกวาดขยะสังคม

20 มิ.ย. 2557

ปัดกวาดขยะสังคม : บทบรรณาธิการประวันศุกร์ที่ 20 มิถุนายน 2557

              จับประเด็นจากวาทะของ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะหัวหน้าฝ่ายกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่กล่าวเอาไว้ว่า "คสช.ไม่ใช่มนุษย์วิเศษที่จะสามารถบันดาลสิ่งใดก็ได้ แต่ คสช.มีพลังที่จะทำให้ปัญหาหมดไปได้ เราอาจจำเป็นต้องทิ้งมิติประชาธิปไตยไปสักระยะ เพื่อแก้ปัญหาประเทศ เพราะหากทำไม่สำเร็จจะเกิดผลกระทบมหาศาล คสช.ถือเป็นองค์กรเดียวที่จะแก้ไขได้ งานนี้ไม่ใช่เรื่องของคนเก่ง แต่เป็นเรื่องของคนกล้า" กอปรกับปฏิบัติการกวาดล้างสิ่งผิดกฎหมายทั้งหลายที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง เช่น มาตรการจัดระเบียบรถตู้ วินมอเตอร์ไซค์ หวยเถื่อน การจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาลเกินราคา ปล่อยกู้ดอกเบี้ยโหด ทวงหนี้ด้วยวิธีป่าเถื่อน การลักลอบตัดไม้ทำลายป่า ตรวจสอบธุรกรรมของธุรกิจมืด เช่น คอลเซ็นเตอร์ ยาเสพติด การพนัน และล่าสุดยังรวมถึงการค้ามนุษย์ ล้วนแสดงให้เห็นว่า คสช.กำลังใช้ "พลัง" ไปเพื่อกิจกรรมที่เรียกขานกันว่า "ปัดกวาดขยะสังคม"

              นอกจากนี้ ยังมีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจคือเมื่อสุดสัปดาห์ก่อน นายวิชา มหาคุณ กรรมการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้เสนอความเห็นผ่านไปถึง คสช.ให้เร่งแก้ไขกฎหมายป้องกันและปราบปรามการทุจิตเพื่อให้สามารถเอาผิดกับเอกชนที่สนับสนุนให้เกิดการโกงกิน หรือพูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ ติดสินบนเจ้าหน้าที่เพื่อตนเองจะได้กระทำผิด สอดรับกับแนวนโยบายของ คสช.ที่กำลังเดินหน้าปราบปรามการฉ้อราษฎร์บังหลวงอย่างจริงจัง นับตั้งแต่การออกคำสั่งหยุดยั้งโครงการขนาดใหญ่ที่เคยผ่านความเห็นชอบจากฝ่ายการเมือง ตรวจสอบอีกหลายโครงการที่มีแนวโน้มว่าจะเกิดการทุจริต จนล่าสุดได้ดำเนินมาตรการตรวจสอบธุรกรรมการเงินจำนวน 470 บัญชีธนาคารของคนกลุ่มเสี่ยงหรือมีแนวโน้มที่จะประกอบธุรกิจผิดกฎหมาย พร้อมกับเริ่มเข้มงวดเอาจริงเอาจังกับการปราบปรามน้ำมันเถื่อนในภาคใต้

              ในความหมายของพล.อ.ไพบูลย์ กับคำที่ว่า "เราจำเป็นต้องทิ้งมิติประชาธิปไตยไปสักระยะ" เป็นคำขอจากคณะรัฐประหารที่หากมองด้วยจิตใจเป็นธรรมแล้ว ย่อมทราบได้เองว่าขอกันเกินไปหรือไม่ หากจะต้องยอมรับว่า ก่อนเข้าสู่กระบวนการปฏิรูปประเทศไทยนั้น บ้านเมืองของเราอยู่ในสภาพที่ทุกฝ่ายก็เห็นตรงกันว่า เละเทะจวนเจียนจะกลายเป็นรัฐที่ล้มเหลวอยู่รอมร่อ โดยวิกฤติที่ก่อตัวมาเป็นเวลานานนับสิบปีนี้ ถูกถักทอขึ้นด้วยอิทธิพลการเมือง ธุรกิจผิดกฎหมายหลายๆ ประเภทด้วยกัน เรียกว่า จับไปตรงไหนก็เจอที่ตรงนั้น หากแต่ระบบอุปถัมภ์ทางการเมืองที่ผ่านมาได้สร้างเกราะกำบังผ่านเครือข่ายธุรกิจมืดต่างๆ ขึ้นมา อุดหนุนซึ่งกันและกันจนเกิดพฤติกรรมลูบหน้าปะจมูกใกล้จะกลายเป็นเรื่องปกติของสังคมไปแล้ว
 
              เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงมีความเป็นไปได้ว่า คสช.จะต้องเดินหน้า "ปัดกวาดขยะสังคม" ต่อไปอีกสักระยะหนึ่ง เพราะจะว่าไปแล้ว แต่ละเรื่องที่ คสช.เข้าไปปราบปรามและจัดระเบียบนั้น หยั่งรากฝังลึกลงในสังคมไทยมานานนับสิบๆ ปี การจะถอนรากถอนโคนจึงต้องระดมสรรพกำลัง และใช้ความมุ่งมั่นเป็นอย่างสูง โดยที่จะต้องไม่ยอมเสียสมาธิไปกับเสียงเพรียกยั่วยวนจากฝ่ายการเมืองบางคน และกลุ่มผลประโยชน์บางส่วนที่ติดนิสัยหยิบยื่นข้อแลกเปลี่ยนเพื่อให้พวกตนเองสามารถครองสถานะในความสกปรกโสมมนั้นต่อไปได้