
กฎหมายสื่อที่สื่อมองไม่เห็น
กฎหมายสื่อที่สื่อมองไม่เห็น : กระดานความคิดโดยจอกอ
หน้าที่ “ครูจำเป็น” สอนกฎหมายและจริยธรรมสื่อ ทั้งการสอนในระบบ กับการเทรนนิ่งเฉพาะบางห้วงเวลา ยังเป็นงานที่เข้ามาพัวพันกับชีวิตอยู่ตลอดเวลา ระหว่างกฎหมายและจริยธรรมนั้น ว่าไปแล้วคือเรื่องเดียวกัน เพราะเวลาที่เขากำหนดว่าการกระทำแบบใด ที่ผิดกฎหมายนั้น ก็หมายถึงการกระทำที่ส่งผลกระทบต่อคนอื่นด้วย แต่ในเรื่องจริยธรรมมีความละเอียดอ่อนมากกว่า ตรงที่เป็นเรื่องของ ”ใจ” ที่ต้องคิดและรู้สึกเอง ไม่ใช่คิดเพราะกลัวถูกลงโทษตามกฎหมาย แต่ไม่ได้ใส่ใจว่าข่าวและภาพที่นำเสนอออกไปมันจะทำร้ายคนอื่นหรือไม่ อย่างไร
อีกสองวัน จะครบกำหนดหนึ่งเดือนที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามายึดอำนาจ ประกาศหลายฉบับส่งผลต่อการลิดรอนเสรีภาพสื่อในบรรยากาศย้อนยุคเผด็จการทหาร ไม่ว่าจะเป็นการสั่งระงับการออกอากาศสถานีโทรทัศน์ทั้งระบบ การปิดวิทยุชุมชนทั้งระบบ ที่จะเปิดให้มีเสรีภาพบ้างก็คือ สื่อหนังสือพิมพ์ แต่ก็เป็นเสรีภาพที่ผู้บริหารสื่อหนังสือพิมพ์รู้ดีว่าจะต้องระมัดระวังอย่างไร เพราะถึงแม้จะไม่มีกฎหมายเฉพาะที่จะสั่งปิดหนังสือพิมพ์ได้ เช่น ประกาศคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินฉบับที่ 42 แต่ภายใต้พระราชบัญญัติกฎอัยการศึก ผู้นำทหารก็สามารถประกาศปิดหนังสือพิมพ์ได้ เป็นบทบัญญัติยกเว้นการใช้เสรีภาพทางหนึ่ง
ฉะนั้น การเซ็นเซอร์ตัวเอง หรือ Self censorship จึงเป็นเรื่องที่ผู้บริหารสื่อคิดได้โดยอัตโนมัติ ในบรรยากาศเช่นนี้
นั่นเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่จะป้องกันตัวเองให้พ้นจากความรับผิดทางกฎหมาย แต่ประเด็นสำคัญที่ผมเห็นว่า สื่อมวลชนส่วนใหญ่มองข้ามไป นอกจากความรู้เรื่องกฎหมายหมิ่นประมาท ละเมิด ที่สื่อมักตกเป็นผู้ต้องหาหรือจำเลยแล้ว ยังมีกฎหมายชุดสำคัญเกี่ยวกับเด็ก และความรุนแรงในครอบครัว ซึ่งสื่อละเมิดอยู่เนืองๆ
กฎหมายชุดนี้ ประกอบด้วย
1.พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัว และวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553
2.พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546
3.พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ.2550
กฎหมายศาลเยาวชนและครอบครัว เป็นกฎหมายที่มุ่งคุ้มครองเด็ก ที่เป็นจำเลย กฎหมายห้ามโฆษณาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาล ห้ามระบุชื่อ หรือแสดงข้อความ หรือกระทำการด้วยประการใดๆ อันจะทำให้รู้จักตัวเด็กหรือเยาวชนซึ่งเป็นจำเลย และสำหรับเด็กและเยาวชน คืออายุไม่เกิน 18 ปี มีการขยายขอบเขตการคุ้มครองจากเดิมที่จำกัดเฉพาะที่ตกเป็นจำเลยในศาล ให้รวมถึงการตกเป็นผู้ต้องหาในชั้นพนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการด้วย แปลว่า สื่อมวลชนไม่สามารถทำข่าวหรือถ่ายภาพ ที่จะทำให้รู้ตัวเด็กที่กระทำความผิดได้เลย
ส่วนกฎหมายคุ้มครองเด็ก เป็นการคุ้มครองเด็กทั่วไป ซึ่งกฎหมายห้ามมิให้โฆษณาหรือเผยแพร่ทางสื่อมวลชนหรือสื่อสารสนเทศประเภทใด ซึ่งข้อมูลเกี่ยวกับตัวเด็กหรือผู้ปกครอง โดยเจตนาที่จะทำให้เกิดความเสียหายแก่จิตใจ ชื่อเสียง เกียรติคุณ หรือสิทธิประโยชน์อื่นใดของเด็ก หรือเพื่อแสวงหาประโยชน์สำหรับตนเอง หรือผู้อื่นโดยมิชอบ ตัวอย่างเช่น กรณีอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานคนหนึ่ง นำเด็กสาวที่มีข่าวว่าทดลองเสพยา กับผู้ปกครอง มาแสดงต่อสื่อมวลชน กรณีเช่นนี้เป็นความผิดตามกฎหมายคุ้มครองเด็ก ถึงจะยังไม่มีคดีความ
กฎหมายคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว เป็นกฎหมายอีกฉบับหนึ่งที่สื่อมวลชนไม่รู้ว่ามีอยู่ แต่มักจะอ้างกฎหมายเด็ก เช่น กรณีข่าวหลานอายุ 23 ปี ข่มขืนยาย สื่อโทรทัศน์ดิจิทัลหลายช่องนำเสนอข่าวนี้เต็มที่ มีการรายงานข่าวครบถ้วนทั้งชื่อจริง นามสกุลจริง ของทั้งยายและหลาน โดยอ้างว่า หลานไม่ได้เป็นเด็กที่อยู่ในความคุ้มครองตามกฎหมายแล้ว ซึ่งความจริงกรณีการเสนอภาพและข่าวเช่นนั้น ยังเป็นความผิดตามกฎหมาย เนื่องจากปัญหาในครอบครัวมีความละเอียดอ่อน ลึกซึ้งมากกว่าการทำร้าย ในคดีอาญาทั่วไป
กฎหมายห้ามสื่อมวลชนในทำนองเดียวกับกฎหมายเด็ก หากฝ่าฝืนมีโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ในบรรยากาศที่กฎหมายปกติถูกนำมาใช้อย่างเคร่งครัด ผู้ที่ถูกละเมิดจากกฎหมายคุ้มครองเด็ก และกฎหมายคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว น่าจะได้ใช้สิทธินี้อย่างเต็มที่ เพื่อให้เป็นบรรทัดฐานของสังคมต่อไป



