
เข้มอำนาจปราบปรามทำลายป่า
เข้มอำนาจปราบปรามทำลายป่า : บทบรรณาธิการประจำวันที่19มิ.ย.2557
ในช่วงที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. เร่งดำเนินการแก้ปัญหาหลายประการของชาติที่หมกอยู่ใต้พรมและเป็นที่ทราบกันโดยทั่วไป แต่ที่ผ่านมาฝ่ายที่มีหน้าที่จัดการกลับนิ่งเฉย เพราะมีเรื่องผลประโยชน์เข้าไปเกี่ยวข้อง โดยกลุ่มบงการเบื้องหลังนั่งนอนกินผลประโยชน์ก็มีอยู่ไม่กี่กลุ่ม ส่วนมากเป็นกลุ่มคนมีสี ผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น และบรรดานักการเมือง และบางเรื่องถ้าจะว่าไปมีความรุนแรงที่ส่งผลกระทบต่อประเทศและอนาคตของประเทศ อาทิ ปัญหาบุกรุกทำลายป่าและทรัพยากรธรรมชาติที่นับวันประเทศไทยได้สูญเสียป่าไม้และทรัพยากรไปกับกลุ่มอิทธิพลเหล่านี้ ทั้งที่บางแห่งบางพื้นที่ก็รับทราบกันดีอยู่ว่าใครคือผู้สั่งการ แต่ด้วยความเกรงกลัวอำนาจรัฐและอิทธิพลที่เป็นเกราะคุ้มกัน จึงต้องปล่อยผ่านไม่สามารถจัดการปัญหาได้เด็ดขาด
จากข้อมูลการสำรวจพื้นที่ป่าไม้ ในปี 2555 ของกรมป่าไม้ พบว่าประเทศไทยมีพื้นที่ป่าไม้เหลืออยู่เพียงประมาณ 108 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 33.8 ของพื้นที่ประเทศไทย ในจำนวนนี้เป็นพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติที่อยู่ในความรับผิดชอบของกรมป่าไม้ 34 ล้านไร่ ถือว่าน้อยมาก สาเหตุก็มาจากปัญหาการบุกรุกทำลายป่าอย่างต่อเนื่อง และได้ส่งผลทำให้สภาพป่าในแทบทุกพื้นที่เข้าสู่สภาวะเสื่อมโทรม ระบบนิเวศป่าขาดสมดุล แม้ทางราชการจะวางยุทธศาสตร์ในหลายด้าน ทั้งการป้องกันป่าเดิมโดยบูรณาการการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนไม่ให้ถูกบุกรุกทำลายเพิ่ม รวมทั้งปลูกเสริมป่าใหม่ และเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชนในการปกปักรักษาผืนป่าในแต่ละชุมชนด้วยการเป็นเจ้าของผืนป่าร่วมกัน แต่ที่ผ่านมาก็ยังไม่บรรลุผลตามที่ตั้งเป้าหมายไว้
ดังนั้นการที่ คสช.ออกประกาศฉบับที่ 64/2557 เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน ที่ผ่านมา ให้เร่งปราบปรามจับกุมผู้กระทำผิดที่ลักลอบตัดไม้ทำลายป่า รวมทั้งเข้าควบคุม ตรวจสอบ การตั้งโรงงานแปรรูป สืบสวนคดีป่าไม้ และเร่งฟื้นฟูป่าไม้ให้เร็วที่สุด ถือเป็นเรื่องที่ดีอย่างมากก่อนที่พื้นที่ป่าไม้จะหดหายไปมากกว่านี้จนทำให้เกิดวิกฤติประเทศจนยากเยียวยา โดยยุทธการที่ถูกนำมาใช้อย่างเร่งด่วน คือ "พิทักษ์ทรัพยากรแผ่นดิน" กำหนดไว้ 4 ด้าน คือ ลักลอบตัดไม้ทำลายป่า บุกรุกป่าและที่สาธารณะ ค้าสัตว์ป่าและพันธุ์พืชหวงห้าม และทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีมาตรการเข้มข้นระดมกวาดล้างจับกุมขยายผลแบบถอดรากถอนโคน ตลอดจนการฟื้นฟูสภาพป่าที่สูญเสียไป ตั้งแต่วันที่ 18 มิถุนายน-17 กรกฎาคม รวม 1 เดือน
สิ่งที่ทำให้เห็นแสงสว่างว่ายุทธการนี้สามารถบรรลุผลสำเร็จ เพราะมีการเพิ่มอำนาจและกวดขันดำเนินการอย่างจริงจัง ทั้งให้มีการสืบสวนขยายผลทุกคดี ทำลายเครือข่าย ตัวการ ผู้สนับสนุน ผู้อยู่เบื้องหลัง ผู้เกี่ยวข้องทุกคน แบบถอดรากถอนโคน พร้อมจัดทำบัญชีผู้เกี่ยวข้องและสถานประกอบการที่เกี่ยวข้องด้วย เรียกว่าขึ้น "แบล็กลิสต์" กันเลย อีกทั้งใช้มาตรการทางกฎหมายฟอกเงินและภาษี ตัดวงจรทางการเงิน ดังนั้นมาตรการเหล่านี้จะเป็นเครื่องมือในการปราบปรามการทำลายป่าและทรัพยากรของชาติได้เต็มประสิทธิภาพ และควรถือโอกาสที่ คสช.ยังคุมอำนาจการปกครองประเทศเร่งจัดการปัญหาสำคัญของชาติ ซึ่งในยามภาวะการปกครองแบบปกติไม่เคยทำได้สำเร็จ มีแต่สร้างภาพทำงานลูบหน้าปะจมูกผ่านไปวันๆ เท่านั้น



