
สงครามข่าวสารกับการประชุมสุดยอด
สงครามข่าวสารกับการประชุมสุดยอด : โลกสาระจิปาถะ โดยกวี จงกิจถาวร
คงจำกันได้ธันวาคม ปี 1995 รัฐบาลไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดครั้งแรกของผู้นำยุโรปและเอเชีย เรียกว่ากรุงเทพเกือบถูกล็อกดาวน์ ทั้งเมืองหลวงมีผู้นำโลกมาเกือบ 20 กว่าคน ซึ่งถือว่าเป็นเหตุการณ์ระหว่างประเทศที่ยิ่งใหญ่มาก 20 ปีผ่านมา ขณะนี้สมาชิกของการประชุมเอเชีย-ยุโรป หรือ Asia-Europe Meeting (ASEM) เพิ่มขึ้นเป็น 52 ประเทศ ถือได้ว่าเป็นองค์การสหประชาชาติแบบเล็กๆ
ในวันที่ 16-17 ตุลาคม ผู้ยุโรปและเอเชียจะพบกันที่เมืองมิลาน อิตาลี เพื่อเฉลิมฉลอง 20 ปีของการจัดตั้งอาเซม ที่น่าสนใจคือ มันเป็นช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงในเวทีโลกอย่างมาก บทบาทของยุโรปและเอเชียรวมกันจะเป็นอย่างไร ที่ผ่านมา 20 ปีความร่วมมือระหว่างสองทวีปยังไม่ค่อยเต็มร้อย ทำให้ศักยภาพไม่ได้พัฒนาเท่าที่ควร
คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จำเป็นต้องวางแผนให้ดีว่าเมื่อถึงวันนั้น ศสช.จะเปิดตัวเองอย่างไรบ้าง ตอนนั้นอาจจะมีนายกรัฐมนตรีคนใหม่แล้วก็ได้ สาเหตุที่ต้องให้ความสำคัญการประชุมครั้งนี้ เนื่องจากมีผู้นำจากสมาชิก 52 ประเทศ เป็นโอกาสดีสำหรับเราจะเปิดอกพูดคุยถึงสถานการณ์ในไทย ที่ผ่านมาผู้นำของเราไม่มีโอกาส
มีประเด็นสำคัญที่ ศสช.ต้องให้ความสนใจ ประเด็นแรกคือเรื่องของสงครามข่าวสาร และสื่อมวลชน ความจำเป็นต้องควบคุมสื่อต้องดูเป็นเรื่องๆ ห้ามเหมาเข่งเด็ดขาด ถึงแม้จะเป็นมาตรการชั่วคราวก็ตาม สื่อมวลไทยมีความหลากหลาย มีความคิดแตกต่างกัน ตามจริงแล้ว สื่อมวลชนไม่ต้องคุมในลักษณะที่ทำกันอยู่ มีผลลบต่อภาพลักษณ์ไทย รายงานสื่อมีทั้งที่เราชอบกับที่เราไม่ชอบ มันจะถัวเฉลี่ยกันในที่สุด ยิ่งปิดยิ่งยุ่ง สื่อบางฉบับ นักข่าวบางคนต้องการให้ทางการเข้ามาปิดจะได้สร้างชื่อเสียง
ในระยะยาว ประเด็นที่เราควรเอาใจใส่คือการให้ข้อมูลและความคิดเห็นสะท้อนสภาพสังคมไทยอย่างแท้จริง ผ่านทางการรณรรงค์ที่มีแบบแผนยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน ไม่ใช่เป็นวาระเฉพาะกิจอย่างที่หน่วยงานราชการต่างๆ ชอบทำกัน มีตัวอย่างจากประเทศ เช่นในกรุงวอชิงตัน การประชาสัมพันธ์และการรณรงค์เรื่องข้อมูลเป็นสิ่งที่ทำได้ถูกต้องตามกฎหมาย เพราะมีการเปิดเผยชัดเจนว่าประเทศไหนเป็นผู้ว่าจ้างใคร ให้ป้อนข้อมูล จึงไม่แปลกที่ประเทศต่างๆ จะจ้างล็อบบี้ยิสต์แพงๆ เพื่อโปรโมทประเทศตัวเองและผู้นำของประเทศตัวเอง ในอาเซียนมีมาเลเซีย สิงคโปร์ที่ทุ่มสุดตัว
ส่วนประเทศไทยในช่วงรัฐบาลไทยรักไทยและเพื่อไทยมีการใช้เงินส่งเสริมบารมีผู้นำไทยระบอบการประชาธิปไตยแบบการเลือกตั้งอย่างเข้มข้น
ในเมื่อไทยถูกทหารยึดอำนาจแล้ว ยิ่งเป็นการยากที่จะขายประเทศไทยในเวทีการเมือง มีเพียงไม่กี่ประเทศที่ยอมรับและดำเนินนโยบายอย่างต่อเนื่อง ฉะนั้นไทยเรามีความจำเป็นต้องส่งเสริมความเข้าใจของสภาพสังคมและการเมืองไทยให้เพื่อนต่างประเทศรู้และเข้าใจ
ประเด็นที่สองผู้นำไทยต้องได้รับการฝึกฝนในการพบปะกับนักข่าว หรือแถลงข่าวที่เห็นๆ กันนั้น ไม่ค่อยสวยงามหรือเป็นมือโปรเท่าไร แปลกที่ทหารไทยและนักการเมืองไทยไม่ค่อยฝึกในการพูดหรือให้สัมภาษณ์ ในโลกตะวันตกผู้นำทุกคนต้องผ่านการฝึกฝนการพูดในที่สาธารณชนอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจของประชาชน
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชาเป็นคนพูดอะไรตรงไปตรงมา เวลาให้สัมภาษณ์นักข่าวไทย ผู้นำไทยคนนี้จะมีความรู้สึกไม่สบายใจ ถ้าถูกรุมถามหรือมีการถามซ้ำๆ ในโลกสื่อที่ไร้พรมแดนและเวลา แถมยังมีโซเชียลมีเดีย การห้ามปรามจึงไม่ได้ผล ฉะนั้นคนให้ข่าวสารหรือข้อมูลเป็นฝ่ายปรับมากกว่า
ที่ผ่านมาสงครามข่าวสาร ไทยเรามักจะแพ้ เนื่องจากไม่มีใครรับผิดชอบหรือเข้าใจพลวัตของสื่อสมัยใหม่ ความคิดจะปิดล้อมสื่อมวลชนแบบทหารที่มีอยู่ในคสช.ไม่ได้ผลในระยะยาว พูดง่ายๆ เกมสงครามสื่อมวลชน คสช.ต้องกระโดดเข้าไปร่วมก่อสร้างและริเริ่มวาทกรรมในประเด็นที่ต้องการสื่อออกไป ไม่ใช่ปฏิเสธเกมตั้งแต่ต้น



