
ปราบโกงให้ถึงราก
ปราบโกงให้ถึงราก : บทบรรณาธิการประจำวันอังคารที่ 17 มิถุนายน 2557
ถ้าหากจะเปรียบการทุจริตคอร์รัปชั่น ดุจดังรากเหง้าของกาฝากวัชพืชทั้งหลายแล้ว ย่อมไม่มีทางอื่นที่จะกำจัดให้สิ้นซาก ไม่เหลือเนื้อเยื่อสายใยให้เติบโตขึ้นมาใหม่อีกได้ นอกจากจะต้องให้ "ยาแรง" อย่างที่เคยได้ยินกันว่า "ฆ่าถึงราก" เช่นเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา นายวิชา มหาคุณ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) เผยว่า ป.ป.ช.จะเสนอให้แก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับการเอาผิดผู้ร่วมกระทำผิดในข้อหาคอร์รัปชั่น โดยเฉพาะภาคเอกชนที่เคยเป็นแต่เพียงผู้สนับสนุนให้เป็นผู้รับผิดชอบ หรือมีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการปราบปรามการทุจริตด้วย ทั้งนี้อาจเสนอผ่านกระบวนการปฏิรูปการเมืองที่กำลังจะเกิดสภาปฏิรูปขึ้น หรือนำเสนอไปยังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)จะแต่งตั้งขึ้นเร็วๆ นี้
ที่ผ่านมานั้น เป็นที่รับรู้กันทั่วไปว่า การทุจริตคอร์รัปชั่นจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย ถ้าหากเอกชนไม่รู้เห็นเป็นใจ หรือยอมจ่ายเพื่อความสะดวกในการประกอบธุรกิจ สมาคมทางการค้าของประเทศไทยทุกสมาคมรู้อยู่แก่ใจว่า การฉ้อราษฎร์บังหลวงคือปัจจัยสำคัญที่เป็นอุปสรรคขัดขวางการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ผู้ประกอบการต้องจ่ายเงินให้แก่ผู้เรียกรับนอกระบบจนกลายเป็นต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นไม่หยุดหย่อน ขณะที่ต่างชาติเองก็ไม่มั่นใจกับการลงทุนในประเทศอันเต็มไปด้วยเบี้ยบ้ายรายทาง ย้อนมองกลับลงไปในระดับรากหญ้า จะพบว่า การจ่ายสินบนให้แก่เจ้าหน้าที่จากความเชื่อ ความเคยชินแบบเก่าๆ บนความสัมพันธ์ระดับพึ่งพา พัฒนาเป็นธรรมเนียมปฏิบัติ และที่สุดกำลังจะกลายเป็นวัฒนธรรม และกติกาที่ห้ามล่วงละเมิด อย่างเช่น จ่ายเงินให้แก่ตำรวจเพื่อแลกกับไม่ถูกเขียนใบสั่งที่อาจแพงกว่าไม่กี่ร้อยบาท จ่ายค่าน้ำร้อนน้ำชาและเจ้าหน้าที่บนศาลากลางจังหวัดเพื่ออำนวยความสะดวกในเรื่องที่เกี่ยวกับการแบ่งปันมรดก ไปจนถึงวิ่งเต้นล้มคดีกับเจ้าหน้าที่รัฐในกระบวนการยุติธรรม ฯลฯ
คำกล่าวที่ว่า โกงได้แต่ขอให้ทำงานเก่ง หรือ คอร์รัปชั่นก็ไม่เป็นไร เพียงแต่ให้รู้จักแบ่งปัน คือวาทกรรมอันแสดงให้เห็นว่า คนส่วนหนึ่งยอมรับว่าการทุจริตคอร์รัปชั่นเป็นกลไกหนึ่งในการบริหารชาติบ้านเมืองไปเสียแล้ว เอกชนจึงยินยอมพร้อมใจ หรืออาจจะถึงขั้นยัดเยียดด้วยซ้ำในอันที่จะจ่ายเงินให้แก่เจ้าหน้าที่ในทุกระดับ ทั้งนี้ก็เพื่อให้ธุรกิจของตนดำเนินต่อไปได้ หรือมากกว่านั้นก็คือได้เปรียบคู่แข่งขัน พฤติกรรมเช่นว่านี้ จะถือเป็นอื่นไปเสียมิได้ นอกจากการร่วมก่ออาชญากรรมต่อชาติบ้านเมือง เพียงเพื่อหวังผลประโยชน์ส่วนตนเท่านั้น ซึ่งถ้าหากจะแก้ไขกันจริงๆ ย่อมไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้ว นอกจากการแก้ไขกฎหมายปราบปรามการทุจริตเพื่อเอาผิดกับคนกลุ่มนี้อย่างเด็ดขาด
กล่าวสำหรับ คสช. ที่แม้ขณะนี้ ต้องรับหน้าที่บริหารบ้านเมืองอย่างเต็มรูปแบบในทุกด้าน คือเป็นรัฐบาลชั่วคราวไปพลางก่อน และอยู่ในภาวะ "งานล้นมือ" ถนนทุกสายมุ่งสู่กองทัพบกแทนที่ทำเนียบรัฐบาลที่เป็นศูนย์กลางการบริหารบ้านเมืองอย่างในอดีต แต่ย่อมจะปฏิเสธไม่ได้ว่า การปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่นอย่างเด็ดขาดเท่านั้น คือหนทางเดียวที่จะเปิดประตูไปสู่การปฏิรูปประเทศได้อย่างแท้จริง จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเร่งผลักดันให้เกิดกฎหมายเอาผิดกับผู้ให้สินบนเจ้าหน้าที่ทุกระดับตามคำร้องของป.ป.ช.โดยเร่งด่วนที่สุด เพราะถ้าหากจะรอกฎหมายในกระบวนการปกติ ย่อมไม่ทันกาลกับภารกิจที่คสช.กำลังเร่งเดินหน้าอยู่ขณะนี้ หรือไม่ก็ลูบหน้าปะจมูก ย่ำอยู่ที่เดิม



