คอลัมนิสต์

ยกเครื่อง‘วัฒนธรรมการเมืองไทย’

ยกเครื่อง‘วัฒนธรรมการเมืองไทย’

13 มิ.ย. 2557

ยกเครื่อง‘วัฒนธรรมการเมืองไทย’ : กระดานความคิด โดยสุทธิชัย หยุ่น

               ผมไม่แน่ใจว่าโครงสร้างของ “สภานิติบัญญัติ” และ “สภาปฏิรูป” ที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะตั้งขึ้นมาตาม Road Map สามขั้นจะมีหน้าตาและรูปแบบอย่างไร แต่สิ่งที่ต้องการเห็นคือการร่วมกันสร้าง “วัฒนธรรมการเมืองใหม่” สำหรับคนไทยยุคใหม่อย่างเป็นระบบและจริงจัง

               เพราะหากเยาวชนไทยวันนี้ถามพ่อแม่ผู้ปกครองว่าทำไมจึงต้องเกิด “รัฐประหาร” คราวนี้, ก็คงจะมีคำตอบที่แตกต่างกันไปแล้วแต่มุมมองของผู้ที่ต้องตอบคำถาม

               ผมเชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่ต้องการจะตอบคนรุ่นต่อไปของประเทศนี้ว่าการยึดอำนาจโดยคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งนั้นไม่ควรจะเกิดขึ้นแน่นอน แต่ขณะเดียวกันก็ต้องพูดคุยกันให้ชัดเจนในครอบครัวว่าสาเหตุที่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้มาจากอะไร?

               หากการปฏิรูปครั้งนี้จะมีความหมายที่แท้จริง ก็ต้องมีการปฏิรูปการศึกษาเพื่อให้เด็กไทยมีความรู้ความสามารถที่จะวิเคราะห์ประเด็นของสังคมอย่างกว้างขวางและรอบด้าน

               ปฏิรูปการศึกษาเป็นเรื่องใหญ่ และไม่ใช่เพียงแค่การแก้หลักสูตร หรือยกเลิกการแจกแทบเบล็ตให้เด็กประถมหนึ่งเพื่อทำเป็น “smart classroom” แทนเท่านั้น หากแต่จะต้องหมายถึงการที่ต้องทำให้เด็กไทยกล้าคิด, กล้าตั้งคำถาม, และยอมรับความเห็นที่แตกต่างกันอย่างเปิดกว้าง

               เพราะนั่นคือหนทางเดียวที่จะป้องกันประเทศไทยไม่ต้องเจอกับการ “ยึดอำนาจ” โดยคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งด้วยข้ออ้างที่ว่าเกิดความขัดแย้งระหว่างนักการเมืองสองฝ่ายที่ต่างคนต่างไม่ยอมลดราวาศอก ต้องการเพียงแต่ยึดติดกับอำนาจเอาไว้ แม้บ้านเมืองจะอยู่ปากเหวแห่งความหายนะแล้วก็ตาม

               การปฏิรูปครั้งนี้จะต้องปรับเปลี่ยนวิธีการเรียนการสอนทั้งในโรงเรียนและในบ้าน และจะต้องให้ผู้ปกครองมีบทบาทสำคัญในการแลกเปลี่ยนวิธีการเรียนการสอนกับครูและผู้รับผิดชอบหลักสูตรทั้งหลาย

               เพราะความขัดแย้งทางการเมืองครั้งนี้มีผลกว้างไกลที่กระทบไปถึงพ่อแม่ลูกและเพื่อนฝูงเพราะต่างฝ่ายต่างรับรู้ข้อมูลเฉพาะส่วนที่ตนต้องการฟัง ไม่เปิดหูเปิดตาที่จะรับฟังข้อมูลจากอีกด้านหนึ่งโดยสิ้นเชิง

               เพราะต่างฝ่ายต่างนิยามคำว่า “ประชาธิปไตย” ตามแนวทางที่สอดคล้องกับความคิดเห็นและผลประโยชน์ตนเอง

               ทั้ง ๆ ที่หากระบบการศึกษาของไทยมีประสิทธิภาพจริงแล้วไซร้ ความขัดแย้งของสังคมจะไม่เกิดขึ้นเพียงเพราะผู้คนมีความเห็นแตกต่างกันเรื่องชอบหรือไม่ชอบพรรคการเมืองไหนมากกว่ากัน

               แต่ความขัดแย้งครั้งนี้มีทั้งมิติส่วนตัว, มิติการเมือง, มิติผลประโยชน์ส่วนตน, และมิติ “ศรีธนญชัย” ที่มีเป้าหมายเพียงเพื่อจะเอาชนะคะคานอีกฝ่ายหนึ่งโดยไม่สนใจว่าจะทำให้ประเทศชาติต้องบอบช้ำซ้ำแล้วซ้ำอีกอย่างไร

               การปฏิรูปสังคมย่อมหมายถึงการที่เยาวชนไทยมีโอกาสซักถามถึงอดีตกับปัจจุบันของความขัดแย้งครั้งนี้อย่างรอบด้านเพื่อวางแนวทางสำหรับการ “ยกเครื่องสังคมไทย” ให้เด็กไทยรู้จักคิด, วิเคราะห์และเข้าใจคำว่า “เสียสละเพื่อบ้านเมือง”

               การปรับเปลี่ยนค่านิยมสังคมไทยจะต้องทำให้เด็กไทยไม่เห็นว่าการเมืองเป็นเรื่องสกปรกมูมมาม แต่ต้องเข้าใจว่าการเมืองคือการอาสาทำงานเพื่อสาธารณะซึ่งต้องอาศัยความเสียสละและการทุ่มเทอย่างเต็มกำลังโดยไม่หวังกอบโกยเอาผลประโยชน์มาเป็นของตน

               เราคงไม่สามารถแก้ “สันดาน” ของนักการเมืองรุ่นเก๋า และเราคงไม่สามารถทำให้เด็กไทยมีความเลื่อมใสศรัทธาต่อนักการเมืองและนักเลือกตั้งรุ่นที่เห็นอยู่ขณะนี้ได้ แต่อนาคตของประชาธิปไตยไทยอยู่ที่การทำให้คนรุ่นใหม่เห็นว่า “การเมือง” เป็นเรื่องของการต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมให้กับคนส่วนใหญ่ มิใช่การสร้างความร่ำรวยหรือแสวงหาอภิสิทธิ์เพื่อตนหรือพวกพ้องของตน

               และต้องให้เด็กไทยวันนี้เชื่อได้ว่าการแก้ปัญหาความขัดแย้งนั้นจะต้องมีวิธีการ “ปกติ” ตามกติกาสากล โดยไม่จำเป็นต้องให้คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งออกมาอาสาแก้ปัญหาให้กับประเทศด้วยเหตุผลที่ว่า “ไม่มีหนทางอื่นเหลืออยู่แล้ว”

               เพราะหากเป็นเช่นนั้นคนรุ่นต่อไปก็จะไร้ความตั้งใจที่จะสร้าง “สังคมไทยใหม่” ที่มีความหวังมากกว่าคนรุ่นนี้เลย

...........................

(หมายเหตุ : ยกเครื่อง‘วัฒนธรรมการเมืองไทย’ : กระดานความคิด โดยสุทธิชัย หยุ่น  http://www.oknation.net/blog/black/2014/06/13/entry-1)