คอลัมนิสต์

ปรับวิธีทำงานก่อนปรับโครงสร้าง

ปรับวิธีทำงานก่อนปรับโครงสร้าง

11 มิ.ย. 2557

ปรับวิธีทำงานก่อนปรับโครงสร้าง : บทบรรณาธิการประจำวันที่11มิ.ย.2557

                ความพยายามเดินหน้าเพื่อปรับโครงสร้างสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ดูเหมือนจะไม่ค่อยคืบหน้าสักเท่าไร เนื่องจากองค์กรตำรวจผ่านการปรับโครงสร้างและมีพระราชบัญญัติตำรวจปี 2547 ความจริงแล้วโครงสร้างโดยรวมส่วนใหญ่ยังถือว่าดีทั้งระบบงาน ระบบคุณธรรม การให้ความดีความชอบ การบริหารเพื่อความสงบสุขของประชาชน แต่ปัญหาของ สตช.ส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากโครงสร้างเป็นหลัก แต่เป็นปัญหาเกี่ยวเนื่องกับบุคลากร แนวคิด วิธีการทำงาน ตำรวจชั้นผู้ใหญ่เข้าไปใกล้ชิดกับนักการเมือง ทำให้กระบวนการยุติธรรมเบื้องต้นขาดความน่าเชื่อถือส่งผลต่อองค์กรโดยตรง เมื่อตำรวจชั้นผู้ใหญ่เข้าไปรับใช้ฝ่ายการเมืองแล้วระบบคุณธรรม ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่น จึงไม่ได้รับการแก้ไข กฎหมายไม่เกิดความเที่ยงตรง ดังนั้นแนวคิดของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กับรักษาการผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ควรจะต้องมาเริ่มจากการปรับวิธีการทำงานและแนวคิดมากกว่า

                สังคมตำรวจโลกสมัยใหม่ปรับเปลี่ยนไปมากกว่าการไล่จับผู้ร้ายมาลงโทษ ปัจจุบันการปราบปรามอาชญากรรมที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้นทุกวันนั้น ประเทศที่เจริญจะใช้หลักทฤษฎีหลากหลายในการต่อสู้เพื่อให้เกิดความสงบสุขในสังคม โดยมี มร.วิลเลียม  แบรตตัน อดีตหัวหน้าตำรวจหลายเมืองใหญ่ในสหรัฐ และได้รับการยกย่องว่าเป็นตำรวจที่เก่งที่สุดในรอบ 100 ปีนี้ ที่ทำให้อาชญากรรมในเมืองใหญ่ของสหรัฐลดลงโดยการใช้ทฤษฎีตำรวจยุคใหม่ และมีนายตำรวจไทยคือ ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลางคนปัจจุบัน ซึ่งเคยทำงานร่วมกับตำรวจในต่างประเทศเป็นผู้ริเริ่มนำแนวคิด ทฤษฎีและหลักการทำงานของตำรวจสมัยใหม่มาใช้ โดยสอดแทรกอยู่กับการบริหารงานในหน่วยและสามารถผลักดันทฤษฎีตำรวจผู้รับใช้ชุมชน ซึ่งเป็นการทำงานของตำรวจสมัยใหม่จนได้รับการบรรจุในยุทธศาสตร์ของ สตช. ความจริงองค์กรตำรวจปรับโครงสร้างมาไม่น้อย แต่ไม่ได้ปรับแนวคิดหรือวิธีการทำงานควบคู่กันไปเลย ไม่สามารถไล่ตามหรือควบคุมอาชญากรรมในปัจจุบันได้ทัน

                ที่ผ่านมาการชุมนุมทางการเมืองสะท้อนถึงความล้มเหลวขององค์กรตำรวจได้ดี ผู้นำหน่วยระดับปฏิบัติไม่ได้ทำงานเพื่ออำนวยความปลอดภัยให้แก่กลุ่มผู้ชุมนุม แต่มองผู้ชุมนุมเป็นฝั่งตรงข้ามของฝ่ายการเมือง จึงต้องดำเนินการจับกุม ตั้งข้อหา ประชาชนตกเป็นเหยื่อของอาวุธสงคราม ตำรวจไม่สามารถปกป้องกลุ่มติดอาวุธได้ทั้งๆ ที่ใช้กำลังในการควบคุมฝูงชนนับหมื่นนับแสนนาย แต่คนร้ายลงมือและหนีรอดลอยนวลไปได้ตลอด หนำซ้ำการติดตามจับกุมกลุ่มใช้ความรุนแรงเหล่านี้ยังไม่เข้มแข็งเท่ากับแนวคิดการสลายกลุ่มผู้ชุมนุมหรือการควบคุมฝูงชนที่ออกมาแสดงความคิดเห็นต่างทางการเมือง ซึ่งเป็นแนวคิดที่ผิด ก็เพราะนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่มุ่งแต่จะเข้าไปพัวพันรับใช้นักการเมืองมากกว่าการดูแลทุกข์สุข เมื่อประชาชนหวาดระแวงไม่ไว้วางใจตำรวจหรืออาจจะถึงขั้นความเกียจชังด้วยแล้ว แม้จะปรับโครงสร้างเป็นอย่างไรแต่พฤติกรรมหรือวิธีคิดก็ยังล้าสมัยเหมือนเดิม