คอลัมนิสต์

บูรณาการปฏิรูปชาติ

บูรณาการปฏิรูปชาติ

09 มิ.ย. 2557

บูรณาการปฏิรูปชาติ : บทบรรณาธิการประจำวันจันทร์ที่ 9 มิถุนายน 2557

               ใครที่ได้รับฟังคำแถลงของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เมื่อค่ำวันศุกร์ที่ 6 มิถุนายน ที่ผ่านมา ย่อมจะทราบกันโดยทั่วไปว่า พล.อ.ประยุทธ์ และ คสช.มีความมุ่งมาดปรารถนาที่จะปฏิรูปประเทศไทยในทุกๆ ด้าน ฟังดูเหมือนว่า คสช.กำลังแบกรับภาระของประเทศไทยเอาไว้บนบ่าอย่างไม่ต้องสงสัย ประเด็นตอนนี้ จึงอยู่ที่ว่า พล.อ.ประยุทธ์ และคณะจะต้องเร่งผลักดันการปฏิรูปดังสัญญานั้นให้เป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด และที่สำคัญก็คือ คสช.จะต้องไม่ลืมว่า การปฏิรูปในด้านใดๆ ไม่อาจจะเห็นผลสัมฤทธิ์ได้เป็นอันขาด ถ้าหากว่า การศึกษาอันเป็นรากเหง้าของปัญหาระดับชาติในทุกๆ เรื่องไม่ได้รับการแก้ไข หรือปฏิรูปกันอย่างจริงจัง หลังจากที่ปล่อยปละละเลยมาแล้วหลายสิบปี จนประเทศไทยขณะนี้ อาจเรียกได้ว่า กำลังถอยหลังเข้าคลองอยู่ก็ว่าได้

               ระยะเวลา 10 ปี ที่ผ่านมา ประเทศไทยพยายามเร่งพัฒนา โดยภาครัฐได้ลงทุนไปกับระบบการศึกษามากถึงร้อยละ 24  ของงบประมาณแผ่นดิน สูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลก จนติดอันดับประเทศใช้งบประมาณด้านการศึกษาสูงเป็นอันดับ 2 ของโลก และในปี 2557 รัฐบาลไทยยังจัดงบประมาณการศึกษาไว้สูงมากถึง 5.19 แสนล้านบาท แต่จากการทดสอบ PISA ในปี 2555 พบว่า มีนักเรียนไทยเกือบครึ่ง หรือร้อยละ 49.7 ที่ได้คะแนนในวิชาคณิตศาสตร์อยู่ในระดับ 1 หรือต่ำกว่า ในขณะที่คะแนนมาตรฐานที่ผ่านเกณฑ์ควรอยู่ในระดับ 2 ขึ้นไป รวมถึงปัญหาทักษะการอ่านที่ยังอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งส่งผลต่อการเรียนรู้ในวิชาอื่นทั้งหมด และเมื่อเทียบคุณภาพการศึกษาของไทยกับประเทศอาเซียนด้วยกัน ผลการสอบของเด็กไทยระดับมัธยมและอุดมศึกษา ก็อยู่ในอันดับรั้งท้าย  

               จากการศึกษาวิเคราะห์ทางด้านวิชาการพบว่า ปัญหาคุณภาพการศึกษาของเด็กไทยที่ตกต่ำอย่างทุกวันนี้ ไม่ใช่มีงบลงทุนไม่เพียงพอ หากแต่เป็นผลมาจากความผิดพลาดด้านการบริหารจัดการการมานานเวลายาวนานนับสอบปี ที่ผ่านมาหลายรัฐบาล แม้นักการเมืองจะประกาศให้การปฏิรูปการศึกษาเป็นนโยบายสำคัญข้อหนึ่งแต่จนแล้วจนรอด การปฏิรูปการศึกษากลับเป็นแต่เพียงลมปาก เป็นคำพูดสวยหรูดูดี เอาไว้ใช้ในการหาเสียงเท่านั้น เพราะผลที่ออกมาสามารถวัดได้เป็นตัวเลข เป็นสถิติในทางวิทยาศาสตร์ดังที่กล่าวมาข้างต้น และผลที่ตามก็คือ ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในเวลาโลก อย่างเช่น ความสามารถในการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตสินค้าต่างๆ ที่ประเทศไทยยังมีข้อจำกัด หรือพูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ ไทยผลิตสินค้าด้วยเครื่องมือที่ล้าหลัง และแทบไม่มีโอกาสเลยที่จะเป็นเจ้าของเทคโนโลยี

               ระยะเลา 2-3 ทศวรรษที่ผ่านมานี้ ประเทศไทยเคยภาคภูมิใจกับการเป็นประเทศอุตสาหกรรมใหม่ สามารถผลิตสินค้าจำพวกรถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องคอมพิวเตอร์ จนยอดการส่งออกขยับขึ้นมาแทนสินค้าเกษตร แต่เมื่อเจาะลึกเข้าไปในกระบวนการผลิตก็จะพบว่า แต่ละอุตสาหกรรมแทบไม่มีเทคโนโลยีเป็นของตัวเอง ซ้ำร้ายเทคโนโลยีที่ใช้อยู่ก็พ้นยุค ส่งผลกระทบถึงการแข่งขันในตลาดโลกเลยทีเดียว นั่นก็เพราะว่า ระบบการศึกษาของชาติไม่สามารถผลิตนักวิจัยค้นคว้า นักวิทยาศาสตร์ ที่จะก้าวเข้ามาสร้างนวัตกรรมใหม่ได้ จึงต้องพึ่งพิงจมูกต่างชาติหายใจต่อไปเรื่อยๆ ดังนี้ จึงถือเป็นการบ้านข้อใหญ่ที่ คสช.ควรจะใช้โอกาสที่ได้เข้ามาปัดกวาดประเทศ จัดการบูรณาการปฏิรูปการศึกษาไปพร้อมกับการปฏิรูปด้านอื่นๆ ในคราวเดียวกัน