คอลัมนิสต์

เร่งล้าง'ระบอบ'

เร่งล้าง'ระบอบ'

06 มิ.ย. 2557

เร่งล้าง'ระบอบ' : บทบรรณาธิการประจำวันศุกร์ที่ 6 มิถุนายน 2556

                การแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ ภายใต้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)เพื่อตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สินของรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตรจำนวน 5 คน รวมทั้งตัว น.ส.ยิ่งลักษณ์ อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้กุมนโยบายข้าวเองด้วยนั้น ถือเป็นอีกก้าวหนึ่ง ที่องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญได้ใช้กลไกที่เหลืออยู่ ตามประกาศของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ที่ได้ยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 ไปก่อนหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พันธกิจที่ป.ป.ช.กำลังดำเนินการอยู่นี้ คือสัญญาณที่เป็นรูปธรรม ส่งผ่านสู่สังคมว่า กระบวนการตรวจสอบเพื่อนำไปสู่การ "ชำระสะสาง" อันเป็นความหวังหนึ่งในกระบวนการปฏิรูปประเทศได้เริ่มลงหลักปักธง

                ในอีกด้านหนึ่ง ในที่ประชุมกลุ่มงานบริหารราชการแผ่นดิน ในวันเดียวกันนั้น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคสช. ได้ขอให้ทุกหน่วยงาน และองค์กรอิสระ เดินหน้าแก้ไขปัญหาเร่งด่วนเพื่อให้ประเทศสามารถขับเคลื่อนต่อไปได้ ภายใต้ความชอบธรรมและโปร่งใส ซึ่งคสช.จะให้การสนับสนุน โดยยึดมั่นตามหลักการที่ไม่ทำให้ประเทศชาติเสียหาย ขณะเดียวกัน ที่ประชุมคสช.ก็ได้กำชับให้ทหารในทุกกองทัพภาค เตรียมกำลังพลให้พร้อม เพราะทันทีที่ได้ตั้งคณะกรรมการและคณะอนุกรรมการตรวจสอบสต็อกข้าวเสร็จสิ้น ทหารจะต้องลงพื้นที่ตรวจสอบสต็อกข้าวทั่วประเทศในทันที พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ คสช.เป่านกหวีดเดินหน้ากวาดล้างขบวนการโกงกินที่แฝงตัวอยู่ในโครงการรับจำนำข้าวในทุกขั้นตอน

                "ทุจริตคอร์รัปชั่น" ถือเป็นเงื่อนไขสำคัญข้อหนึ่งที่ทหารเข้ายึดอำนาจการปกครองจากรัฐบาลหลายต่อหลายครั้งที่ผ่านมา แม้กล่าวเฉพาะรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 จะไม่มีข้อกล่าวหาเช่นว่านั้นอย่างตรงไปตรงมา แต่โดยนัยแห่งนโยบายประชานิยม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงและเป็นวงกว้าง ทั้งในทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมอย่างโครงการจำนำข้าว ย่อมเป็นภารกิจที่คสช.ไม่อาจจะละเลยปล่อยผ่านไปได้ ในเมื่อคสช.ได้ประกาศโรดแม็พเดินหน้าสู่การปฏิรูปประเทศในด้านต่างๆ เอาไว้ อันยากที่จะปฏิเสธได้ว่า แท้จริงแล้ว ประชานิยมซึ่งเป็นบ่อน้ำเลี้ยงของ "ระบอบ" ที่กำลังพยายามจะถอนรากถอนโคนกันอยู่นี้ ก็คือมูลเหตุของปัญหาโดยแท้ที่ผสมกลมกลืนเข้าไปในกระแสธารแห่งความอัปยศอดสูของการเมืองไทยอย่างน้อยๆ ก็ 1 ทศวรรษล่วงมาแล้ว

                คณะรัฐประหารภายใต้การนำของ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ที่ได้โค่นล้มรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ลงเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ถูกปรามาสในเวลาให้หลังจากนั้นไม่นาน ว่าเป็นการยึดอำนาจแบบ "เสียของ" เพราะการบริหารจัดการกับโครงข่ายอันสลับทับซ้อนอยู่กับผลประโยชน์มหาศาลที่เอื้อต่อฝ่ายกลุ่มของตนเองและฝ่ายการเมืองล้มเหลวแทบจะโดยสิ้นเชิง บทเรียนจากรัฐประหารครั้งนั้น จึงหาใช่ความไม่เด็ดขาดเอาจริงเอาจังกับการกวาดล้างอำนาจเก่าเท่านั้น หากแต่ความตั้งมั่นในประเด็นหลัก อันเป็นรากเหง้าของปัญหาทั้งปวงต่างหาก ที่จะนำพาประเทศชาติหลุดพ้นจากวงจรอุบาทว์ สมดังที่ คสช.มุ่งหวังเอาไว้ได้