
ต้นขั้วประชาธิปไตยแบบไทย
ต้นขั้วประชาธิปไตยแบบไทย : มนุษย์สองหน้า โดยแคน สาริกา
คนอายุ 60 ปีขึ้นไป คงจะพอจำได้คำขวัญเช่น "กินดี อยู่ดี มีงานทำ" หรือ "น้ำไหล ไฟสว่าง ทางดี มีงานทำ" ที่ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้เผยแพร่ออกมาทางวิทยุ โทรทัศน์และแผ่นป้ายขนาดใหญ่
สำหรับผมจำความไม่ได้ แต่พ่อก็เล่าให้ฟังถึงบรรยากาศการเมืองสมัยนั้น และจะว่าไปแล้ว ผลงานด้านการพัฒนาโครงสร้างของประเทศ จอมพลสฤษดิ์ก็ทำไว้เยอะ ไม่ว่าจะเป็นถนนมิตรภาพ (เชื่อมกรุงเทพฯกับภาคอีสาน) เขื่อนภูมิพล เขื่อนอุบลรัตน์ ฯลฯ
ตอนที่ผมเรียนหนังสือชั้นประถม เป็นยุคคำขวัญ "จงทำ จงทำดี และจงทำดี" ของจอมพลถนอม กิตติขจร นายกรัฐมนตรี ที่อยู่ในตำแหน่งยาวนานที่สุดคนหนึ่ง
จอมพลถนอมก็สืบทอดอำนาจต่อจากจอมพลสฤษดิ์ จวบจนกระทั่งเกิดเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ระบอบประชาธิปไตยแบบไทย ที่วางรากฐานมาตั้งแต่ยุคจอมพลสฤษดิ์ ก็เปลี่ยนผ่านเป็นประชาธิปไตยเต็มใบชั่วเวลาสั้นๆ
ในหนังสือเรื่อง "การเมืองระบบพ่อขุนอุปถัมภ์แบบเผด็จการ" ที่ได้พูดถึงไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ก็มีการอธิบายเรื่องอุดมการณ์ทางการเมืองของจอมพลสฤษดิ์
"จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นบุคคลที่เป็นผลผลิตภายในประเทศคือ เป็นผู้ที่ไม่ได้รับการศึกษาจากประเทศตะวันตก ดังนั้นแนวคิดประชาธิปไตยแบบตะวันตกและลัทธิเสรีนิยมจึงเป็นสิ่งที่ไม่ได้ปลูกฝังอยู่ในจิตใจของจอมพลสฤษดิ์ เหมือนดังเช่นผู้นำรุ่นการปฏิวัติสยาม พ.ศ.2475 ประกอบกับอาชีพทหารและวิถีชีวิตทหารที่เน้นหนักไปในทางใช้อำนาจมาแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง และกล่าวได้ว่าความล้มเหลวของคณะราษฎร์ใน พ.ศ.2475 ได้นำไปสู่ข้อสรุปขั้นต้นในจิตใจของจอมพลสฤษดิ์ว่า การเมืองไทยต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของหลักการเมืองไทย และความเหมาะสมของสภาพแวดล้อมแบบไทยที่มิใช่แบบตะวันตก นั่นก็คือ การปกครองที่เป็นไปในรูปแบบของประชาธิปไตยแบบไทยนั่นเอง"
แนวคิดข้างต้นของอดีตนายกรัฐมนตรีไทย เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินแกนนำมวลชนบางสีเสื้อพูดจาปราศรัยบนเวทีชุมนุมอยู่บ่อยๆ ยามที่วิพากษ์ระบอบประชาธิปไตยของทุนสามานย์
พ.ศ.โน้น จอมพลสฤษดิ์ เชื่อว่า ระบบการเลือกตั้งและระบบพรรคการเมืองไม่เหมาะสมกับประเทศไทย เพราะจะทำให้เกิดการแตกแยก ทางออกของปัญหานี้คือ ควรต้องให้อำนาจกับรัฐบาลมากขึ้น โดยเห็นว่ารัฐเป็นสถาบันที่กำหนดว่าอะไรคือเจตนารมณ์ของประชาชนชาวไทยทั้งประเทศ โดยมีเป้าหมายที่สำคัญอยู่ที่ความมั่นคงและเสถียรภาพทางการเมือง
นักการเมืองกลายเป็นผู้ไม่มีอุดมการณ์ มุ่งแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัว พรรคการเมืองก็เป็นแหล่งซ่องสุม "คนไม่มีศีลธรรมจรรยา"
"ระบอบประชาธิปไตยแบบไทย" ของจอมพลสฤษดิ์ จึงเป็นไปในรูปแบบที่รัฐบาลหรือฝ่ายบริหารมีอำนาจเหนือฝ่ายนิติบัญญัติ และประเทศควรแบ่งออกเป็นสามชั้น คือ รัฐ/รัฐบาล ข้าราชการ และประชาชน โดยเชื่อว่า รัฐบาลจำเป็นต้องมีอำนาจสูงสุดและมีหน้าที่ในการวางนโยบายที่สำคัญๆ
งานที่สำคัญของรัฐบาลคือ จะต้องทำให้มีเสถียรภาพทางการเมืองและธำรงไว้ซึ่งความเป็นปึกแผ่นของชาติ ในขณะที่ระบบราชการจะต้องถูกทำให้กลายมาเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยแบบไทย เพราะระบบราชการถือว่ามีหน้าที่เป็นตัวแทน และปฏิบัติตามคำบัญชาของผู้ปกครองโดยตรง
จึงมีนักรัฐศาสตร์ไทยให้คำจำกัดความว่า "พรรคข้าราชการ" เป็นพรรคที่เก่าแก่และใหญ่ที่สุดในระบอบประชาธิปไตยแบบไทย
นับตั้งแต่รัฐบาลเกรียงศักดิ์ จนถึงรัฐบาลเปรมคือภาพสะท้อนความเข้มแข็งของพรรคข้าราชการ ก่อนจะเข้าสู่ยุคประชาธิปไตยของกลุ่มทุน และพรรคการเมืองของ "นักเลือกตั้ง" และจบด้วยรัฐประหาร 2534
อีกไม่กี่วันข้างหน้า คนไทยจะได้สัมผัสกับธรรมนูญการปกครองชั่วคราว ที่ยึดตามกรอบประเพณี และต้องรอเวลาอย่างน้อย 1 ปี เพื่อให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
เมื่อกลับไปอ่านหนังสือเก่าๆ ก็พอสรุปได้ว่า การเมืองไทยเหมือนหนังเรื่องเดิม ที่ฉายซ้ำทุกห้าปีสิบปี



