
เมื่อเสรีภาพปะทะกับกฎเหล็ก
เมื่อเสรีภาพปะทะกับกฎเหล็ก : กระดานความคิดโดยจอกอ
ความสับสนเรื่องตำรวจปลอม ตำรวจจริง ที่เคยเกิดขึ้นในห้วงเวลาก่อนหน้านี้ ยังไม่ชัดเจน เท่าตำรวจปลอมในยุคคืนความสงบให้ชาติ ภายใต้บรรยากาศกฎอัยการศึก เพราะมีผู้พบว่า ตำรวจจริงปลอมตัวเป็นนักข่าว เข้าไปจับกุมผู้ชุมนุมรายหนึ่งในระหว่างการชุมนุมต่อต้านทหารในบางจุดของกรุงเทพฯ แปลว่า ตำรวจเชื่อว่า เครื่องแบบนักข่าว ซึ่งมีปลอกแขนสีเขียว พิมพ์ตราสัญลักษณ์สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สามารถทำให้ผู้ชุมนุมวางใจ จนกระทั่งตำรวจเข้าไปประชิดตัวได้
ถ้าภาพในคลิปวิดีโอ ที่แสดงให้เห็นตำรวจนอกเครื่องแบบนายหนึ่งสวมปลอกแขนสีเขียวอ่อน ปะปนไปกับนักข่าว เป็นภาพจริง ตำรวจจะต้องยุติการกระทำเช่นนั้นทันที และอาจจำเป็นต้องขอโทษองค์กรสื่อที่ถูกแอบอ้างชื่อนั้นด้วย แม้จะอ้างว่าเป็นเพียงวิธีการหนึ่งในการปฏิบัติหน้าที่ก็ตาม
มานพ ทิพย์โอสถ อุปนายกฝ่ายสิทธิเสรีภาพ และการปฏิรูปสื่อ อธิบายว่า การกระทำเช่นนี้ อาจส่งผลกระทบต่อการทำงานของนักข่าวในหลายด้าน
“เป็นภาพที่สมาคมนักข่าวฯ ไม่สบายใจเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากการปฏิบัติการดังกล่าวมีสัญลักษณ์ของสื่อมวลชนไปปรากฏอยู่ด้วย การกระทำดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อการทำงานของผู้สื่อข่าวและช่างภาพ ทั้งความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ตลอดจนความน่าเชื่อถือของสื่อมวลชนโดยรวม”
สิ่งที่น่าเป็นห่วง คือการปฏิบัติงานภายใต้กฎอัยการศึกนั้น เจ้าหน้าที่ซึ่งในพระราชบัญญัติกฎอัยการศึกหมายถึงเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหาร สามารถกระทำการใดๆ ก็ได้ โดยไม่ต้องรับผิด ทั้งทางวินัยและทางอาญา ฉะนั้นจึงมีเสียงเล่าลืออ้างว่า มีเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารในภาคเหนือบางจังหวัด ใช้ปืนจี้ให้ผู้มารายงานตัวเซ็นชื่อยอมรับปฏิบัติตามเงื่อนไขก่อนปล่อยตัวไป
กฎหมายให้อำนาจเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารอย่างเบ็ดเสร็จ อำนาจนี้จะครอบคลุมถึงตำรวจที่ปฏิบัติการภายใต้กฎนี้หรือไม่ ยังน่าสงสัย แต่ที่ไม่สงสัย คือวันนี้ตำรวจเป็นผู้ช่วยทหาร ผิดกับวันที่รัฐบาลก่อนประกาศพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ที่ทหารเป็นฝ่ายช่วยตำรวจ
ภายใต้บรรยากาศกฎอัยการศึก เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารมีอำนาจเหนือกว่าเจ้าหน้าที่ฝ่ายพลเรือน รวมทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยฝ่ายอื่นๆ มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามคำสั่งของฝ่ายทหาร เช่น สั่งให้ตำรวจจับกุมตัวผู้ประท้วง คัดค้านการรัฐประหารไปสอบสวน ควบคุมตัวที่กองปราบปราม ก่อนส่งให้ทหารไปดำเนินการต่อในเขตอำนาจศาลทหาร การจับกุม การตรวจค้น การเกณฑ์ การห้าม การยึด การเข้าอาศัย การทำลายหรือเปลี่ยนแปลงสถานที่ รวมทั้งอำนาจในการขับไล่ เป็นอำนาจเต็มของฝ่ายทหาร โดยอาศัยคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งมีฐานะเสมอกฎหมาย
เมื่อกฎหมายรัฐธรรมนูญถูกยกเลิกไป แปลว่า สิทธิของพลเมืองในระบอบประชาธิปไตยก็หมดสิ้นไปด้วย เช่น สิทธิในการเลือกตั้ง เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ เสรีภาพในการรวมตัวกันจัดตั้งพรรคการเมือง รวมทั้งเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของสื่อมวลชน ที่เป็นสัญลักษณ์ของประเทศประชาธิปไตย
ในแง่หลักการ เราไม่อาจปฏิเสธหลักเสรีนิยมที่ถือว่ามนุษย์ทุกคน มีสิทธิและเสรีภาพตามธรรมชาติ หรือที่เรียกว่า Natural Rights ในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ซึ่งเป็นพันธกรณีที่ประเทศไทยต้องปฏิบัติตามด้วย บัญญัติไว้ว่า
“ทุกคนมีสิทธิในอิสรภาพแห่งความคิดเห็นและการแสดงออก สิทธินี้รวมถึงอิสรภาพในการที่จะถือเอาความเห็นโดยปราศจากการแทรกแซงและที่จะแสวงหา รับ และแจกจ่ายข่าวสาร และความคิดเห็นไม่ว่าโดยวิธีใดๆ และโดยไม่คำนึงถึงเขตแดน”
แน่นอนว่า ในบริบทสังคมที่แตกต่างกัน ในสถานการณ์ที่ต่างกัน เราก็ไม่อาจยืนยันหลักการบางอย่างอย่างหัวชนฝา โดยไม่คำนึงถึงความจริงใดๆ ทั้งสิ้น แต่ใช่ว่าจะละเลยสิทธิพื้นฐานของความเป็นมนุษย์ ยิ่งกด ยิ่งบีบ ยิ่งส่งแรงสะท้อนกลับรุนแรงกว่าหลายเท่า



