คอลัมนิสต์

2อาทิตย์หลังยึดอำนาจราบคาบแต่ไม่แน่ว่าจะราบรื่น

2อาทิตย์หลังยึดอำนาจราบคาบแต่ไม่แน่ว่าจะราบรื่น

03 มิ.ย. 2557

2อาทิตย์หลังยึดอำนาจ ราบคาบแต่ไม่แน่ว่าจะราบรื่น : ขยายปมร้อน โดยศรุติ ศรุตา

                 สัปดาห์ที่ 2 ของการยึดอำนาจโดย คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ภายนอกโดยเฉพาะท่าทีจากอังกฤษและเครือข่ายนั้นอาจไม่ได้รับการยอมรับนัก แต่นั่นก็ไม่ได้อยู่เหนือความคาดหมายเท่าใดนักสำหรับประเทศเหล่านี้

                 แต่สำหรับท่าทีของประเทศเพื่อนบ้านรวมทั้ง จีน แล้วดูเหมือนจะดูการขยับตัวออกจากหล่มเหวของประเทศไทยเป็นหลัก ท่าทีที่แสดงออกมาจึงเป็นไปในลักษณะการให้กำลังใจมากกว่าการคว่ำบาตร

                 อย่างไรก็ตาม ถ้อยแถลงของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่กล่าวต่อที่ประชุม คสช. ออกจะค่อนข้างพอใจกับสถานการณ์บ้านเมืองเกือบ 2 อาทิตย์ภายหลังการยึดอำนาจ อยู่ในภาวะที่เรียกได้ว่า หยุดการขัดแย้งกันจนถึงขั้นเผชิญหน้า ได้ในระดับที่น่าพอใจ และเชื่อว่า หากมี "สภาปฏิรูป" แล้วจะทำให้บ้านเมืองสงบสุขมากกว่านี้

                 แม้จะไม่มีการอธิบายว่า "สภาปฏิรูป" นั้นจะเกิดขึ้นได้อย่างไร เพื่อมาทำอะไรบ้าง แต่น้ำเสียงของ พล.อ.ประยุทธ์ นั้นมีความเชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยม

                 ความจริงแล้วการยึดอำนาจที่นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ ครั้งนี้ แตกต่างจากการยึดอำนาจเมื่อปี 2549 ที่นำโดย พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผบ.ทบ.ในขณะนั้นแทบจะสิ้นเชิง

                 ถึงแม้ก่อนหน้านี้ พล.อ.ประยุทธ์ จะบอกกับสังคมว่า การจะมีรัฐบาลใหม่ที่มีอำนาจเต็มนั้นขึ้นอยู่กับสถานการณ์ทำให้ขณะนั้นเต็มไปด้วยความสับสนเพราะไม่รู้ว่าจะคลายอำนาจได้เมื่อใด แต่เมื่อมีการเปิดเผย "โรดแม็พ" กำหนดเวลา 3 เดือนต้องมีอะไร จากนั้นไปสู่อะไร เป็นขั้นเป็นตอน มีกำหนดวัน-เวลาที่ค่อนข้างชัดเจน ก็ยิ่งแสดงให้เห็นความแตกต่าง

                 เมื่อเทียบกับการยึดอำนาจเมื่อปี 2549 ที่แม้จะมีรัฐบาลขิงแก่ อย่างรวดเร็ว แต่ก็ละเลยความขัดแย้งในสังคมให้บ่มเพาะรอวันระเบิดของมันต่อไป กระทั่งมาถึงจุดเดือดเอาในช่วงรัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ถึงขั้นยึดพื้นที่กลางเมืองแล้วก็มีการปะทะกันด้วยอาวุธสงครามเมื่อปี 2553

                 นั่นจึงเป็นที่มาของคนบางคนที่จะต้องยอม "พลีชีพ" ด้วยการยื่นกฎหมายนิรโทษกรรม เมื่อชัดเจนแล้วว่า "ภารกิจล้มเหลว" ดังสำนวนนิยายจีนที่ว่า "ถ้าเราไม่ลงนรก แล้วผู้ใดจะลงนรก" และทำให้รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร พบกับหายนะนับแต่วันที่กฎหมายนิรโทษกรรมผ่านสภาผู้แทนราษฎร

                 แต่สำหรับ คสช.แล้วดูเหมือนได้วาง "ภารกิจเร่งด่วน" เอาไว้แต่แรก โดยเฉพาะในเรื่องเศรษฐกิจที่เร่งมือควบคู่ไปกับความมั่นคง ที่เน้นหนักไปที่ "สื่อเลือกข้าง" และมวลชนที่มีแนวโน้ม หรือเคยเคลื่อนไหวไปในแนวรุนแรง รวมทั้ง "ท่อน้ำเลี้ยง" ก็ถูกคำสั่งให้มารายงานตัว และอยู่ในค่ายทหารกันเกือบ 300 คนแล้ว

                 ไม่มีใครบอกรายละเอียดว่า 7 วันในค่ายทหารนั้นพบกับอะไรบ้าง แต่ชัดเจนว่า บรรดาขาใหญ่ฮาร์ดคอร์ทั้งหลาย เมื่อก้าวพ้นประตูค่าย สิ่งที่พูดกับสื่อทั่วไปแทบจะเป็นเสียงเดียวกัน.. "ไม่เอาแล้ว พอแล้ว"

                 "โรดแม็พ" ของ คสช.ยังได้รับการยอมรับจากบรรดาข้าราชการระดับสูงจากทุกกระทรวง ที่ก่อนหน้านี้อึดอัดขัดข้องอยู่กับรัฐบาลรักษาการที่ทำตัวราวกับ "จระเข้ขวางคลอง" เพราะไม่ยอมเปิดทางให้ประเทศขับเคลื่อน แต่เมื่ออยู่รักษาการก็ไม่สามารถบริหารประเทศไทย จะกู้เงินไปจ่ายเงินค่าข้าวให้ชาวนาก็ทำไม่ได้ เพราะขัดรัฐธรรมนูญ เมื่อ คสช.เข้ามาขจัดปัญหาข้อกฎหมาย ไม่เพียงแค่ชาวนาเท่านั้นที่ยิ้มได้ หากแต่ภาคเอกชนก็อ้าแขนรับกับ "กำลังซื้อ" ที่เห็นชัดเจนว่า มีถึง 9 หมื่นล้านบาทเป็นอย่างต่ำ

                 ในส่วนของผู้ชุมนุมทั้งในส่วนของ นปช.คนเสื้อแดง และ กปปส.ที่นำโดย สุเทพ เทือกสุบรรณ ก็ได้รับการปฏิบัติที่ดูแล้ว ไม่มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไปโวยวายได้ว่า ถูกเลือกปฏิบัติ เพราะต่างถูกเรียกเข้าค่ายด้วยกันทั้งคู่ และไม่ได้สนองตอบตามที่ได้ตั้งเงื่อนไขเรียกร้องไปตั้งแต่แรก

                 มีเพียงประการเดียวที่ได้เหมือนกันคือ "คดีความ" ซึ่งก็แล้วแต่ว่า ใครได้กระทำการละเมิดไปกี่กรรมกี่วาระ

                 แม้ว่า 2 สัปดาห์จะเป็นไปตามแผนที่กองทัพวางเอาไว้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ในอนาคตที่เหลือก่อนจะคืนอำนาจให้ประชาชนจะวางใจเพราะทหารคุมไว้เบ็ดเสร็จ

                 เพราะงานนี้มันมีคนที่นอกจากไม่ชนะ ไม่ได้อะไรติดมือกลับบ้านแล้ว ยังสูญเสียทั้งทรัพย์สิน มวลชน และอาจจะรวมไปถึง "อนาคต" !

..................

(หมายหตุ : 2อาทิตย์หลังยึดอำนาจ ราบคาบแต่ไม่แน่ว่าจะราบรื่น : ขยายปมร้อน โดยศรุติ ศรุตา)