
การทูตคสช.เฉพาะกิจ15เดือน
การทูตคสช.เฉพาะกิจ15เดือน : โลกสาระจิปาถะ โดยกวี จงกิจถาวร
หลังรัฐประหาร การทูตไทยต้องดำเนินต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง ศูนย์รักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ต้องทำงานหนักในเรื่องต่างประเทศ มีวาระและประเด็นต้องรีบแก้ไข ทั้งภายในประเทศและนอกประเทศ
ภายในประเทศ สำคัญสุดอยู่ที่กระทรวงการต่างประเทศ คสช.ต้องให้กำลังใจข้าราชการต่างประเทศที่ยืนหยัดทำงานเพื่อประเทศชาติได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่ต่อไป การทูตไทยตอนนี้รอช้าไม่ได้ ที่ผ่านมาเราถูกการเมืองภายในและผลประโยชน์พรรคเข้ามาแทรกแซงจนทำให้การทูตเดินไปข้างหน้าไม่ได้
เรื่องรองลงมาคือ การประสานงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวกับต่างประเทศหรือสิทธิมนุษยชน เช่น เรื่องลักพามนุษย์ เป็นต้น ต้องมีประสิทธิภาพมากกว่านี้ ด้านความมั่นคงในสามจังหวัดภาคใต้เป็นตัวอย่างที่ดีที่สุดของความล้มเหลวการประสานงานหน่วยความมั่นคงต่างๆ
สำหรับภายนอกประเทศ สายสัมพันธ์กับอาเซียนและมหาอำนาจเป็นเรื่องเร่งด่วน คสช.ต้องมีทิศทางชัดเจน อดีตรองนายกรัฐมนตรีสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษาทางด้านนโยบายต่างประเทศของ คสช.ได้แต่งตั้งทีมที่ปรึกษานโยบายต่างประเทศของตัวเองเพิ่มขึ้นมา ประกอบด้วยสามอดีตทูตไทยประจำสหรัฐอเมริกาคือ ดอน ปรมัตถ์วินัย วีระศักดิ์ ฟูตระกูล และศักดิ์ทิพย์ ไกรฤกษ์ หวังคงมีอะไรดีๆ ออกมา
นโยบายอาเซียนที่ต้องตอกย้ำเป็นพิเศษคือ เหตุการณ์การเมืองไทยไม่กระทบกระเทือนท่าทีไทยต่ออาเซียน และความสำคัญของความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในอาเซียนยังสำคัญมากๆ ตอนนี้ไทยต้องรีบเร่งส่งสัญญาณต่อสมาชิกอาเซียนว่า ไทยพร้อมให้ความร่วมมือและให้สัตยาบันในเรื่องต่างๆ เช่น ความริเริ่มพหุนิยมเชียงใหม่ (Multilateral Chiangmai Initiative) ซึ่งกำลังรอลายเซ็นจากตัวแทนรัฐบาลไทยอยู่ นอกจากนั้นยังมีเรื่องคั่งค้างหลายเรื่องภายใต้เสาหลักเศรษฐกิจไทยควรจะรีบทำ ที่ผ่านมาติดอยู่ที่ขั้นตอนในกระทรวง รัฐสภา และการเมืองพรรค ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรับรองกฎระเบียบเปิดตลาดการลงทุนในไทยในกรอบเออีซี หรือทางด้านบริการ เป็นต้น
ส่วนอีกสองเสาหลักทางการเมือง/ความมั่นคง และสังคมวัฒนธรรม ไทยควรหามาตรการเพิ่มสมรรถนะและประสิทธิภาพการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในแผนปฏิบัติการทั้งหมด ที่ผ่านมาดีแต่พูด
ไทยในฐานะเป็นผู้ก่อตั้งอาเซียน ต้องอธิบายให้เพื่อนๆ อาเซียนเข้าใจถึงสภาพการเมืองไทยปัจจุบันเป็นช่วงเปลี่ยนผ่าน ฉะนั้นเจ้าหน้าที่ระดับสูงกระทรวงการต่างประเทศควรเดินทางไปยังเมืองหลวงอาเซียนทุกประเทศ เพื่อเพิ่มความเข้าใจในเรื่องนี้
นอกจากนั้น ไทยยังเป็นประเทศประสานงานอาเซียน-จีน ต้องทำหน้าที่ต่อไปอย่างมุ่งมั่น ยิ่งในยุคที่ทะเลจีนใต้เครียดหนัก มีความจำเป็นต้องแสดงให้อาเซียนเห็นว่า คสช.มีแนวความคิดต่ออาเซียนไม่เปลี่ยนแปลง
ในบริบทการทูตไทย วิธีที่มีผลดีที่สุดคือ คสช.ต้องพยายามสร้างสภาพสิ่งแวดล้อมที่เอื้ออำนวยให้องค์กรต่างๆ ของไทยเข้าสู่ประชาคมอาเซียนแบบบูรณาการได้อย่างสมบูรณ์และรวดเร็ว
สำหรับการทูตต่อประเทศมหาอำนาจคือสหรัฐอเมริกา จีน รัสเซีย และอินเดีย ควรมีการประเมินและทบทวนแบบบูรณาการ ต้องทำอย่างรีบด่วน การทูตไทยถูกการเมืองแทรกแซงมาเป็นเวลานาน จนไม่รู้ว่าอะไรเป็นผลประโยชน์ประเทศ อะไรเป็นผลประโยชน์ส่วนตัว เสียศูนย์
สัมพันธ์แรกคือ ไทย-สหรัฐอเมริกา มีอายุถึง 182 ปี พันธมิตรสองประเทศนี้เข้มข้นไม่เหมือนเดิม รสชาติจืดไปเยอะ สาเหตุหลักคือ ทั้งสองประเทศไม่มีศัตรูร่วมกัน ทำให้ไทยมีคุณค่าต่อยุทธศาสตร์โลกของสหรัฐอเมริกาน้อยลงไปด้วย จำเป็นเหลือเกินที่ไทยต้องพิจารณาสร้างคุณค่าเพิ่มให้แก่สัมพัน์ทวิภาคีที่สำคัญอันดับหนึ่ง เพื่อให้เหมาะสมเข้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป
ส่วนมิตรภาพไทย-จีน พูดกันเยอะว่า สนิทสนม เอาเข้าจริง ความรู้คนไทยต่อประเทศจีนตื้นมากๆ คนรู้ภาษาจีนลึกๆ นับคนได้ ถึงแม้ว่าจะมีนักเรียนไทยเรียนภาษาจีน แต่ศึกษาวิชาการด้านอื่นๆ ยังมีน้อย ผลงานนักวิชาการไทยเกี่ยวกับจีนขาดคุณภาพ ตอกย้ำความคิดฝรั่งที่มีต่อจีนเสียส่วนใหญ่ ไทยเราควรเพิ่มคุณค่าทางด้านยุทธศาสตร์ไทย-จีนให้มากกว่านี้ แทนที่จะเป็นการค้าการลงทุนอย่างเดียว
จีนกับไทยเป็นคู่หูกันได้ในพื้นแผ่นดินใหญ่เอเชียอาคเนย์ มีความจำเป็นต้องร่วมมือกัน สร้างความเชื่อมโยงทุกมิติ แต่ไทยเราต้องเตรียมพร้อม ทำการบ้าน จีนในฐานะมหาอำนาจอันดับสองอาจจะไม่เกรงใจไทยเหมือนก่อน ในเวลานี้ไทยต้องมีท่าทีที่จีนสามารถเข้าใจและคาดการณ์แนวโน้มได้ทันที ไม่ต้องมาคิดเอง
น่าสนใจมากคือ สัมพันธ์ขึ้นลงอ่อนไหวของไทย-รัสเซียที่ตกต่ำ สืบเนื่องจากกรณีจับนักค้าอาวุธเถื่อนวิคเตอร์ บูท เมื่อ 4 ปีก่อน ตอนนี้รัสเซียเริ่มสนใจอาเซียนมากขึ้น จำเป็นต้องเข้าหาไทย เป็นโอกาสดี ปรับมิตรภาพ คสช.ควรใช้รัสเซียให้เป็นประโยชน์ แบบรัชกาลที่ 5 ได้ทรงสร้างเกียรติประวัติไว้ ทรงอุตส่าห์ให้เงินช่วยเหลือไป 60 ล้านบาท เพื่อบูรณะพิพิธภัณฑ์เฮอร์มิเทจอันโด่งดัง
สำหรับอินเดีย-ไทย เรื่องแรก เราต้องเลิกดูถูกอินเดีย ผู้นำใหม่ นายกรัฐมนตรีนาเรนทรา โมดี เอาจริง กล้าตัดสินใจ น่าเสียดาย ประวัติศาสตร์ไทย-อินเดียเก่าแก่ มีความใกล้ชิดทางด้านวัฒนธรรมและศาสนา แต่ไม่สามารถต่อยอดได้ ยังไม่สามารถแปรรูปให้เป็นสัมพันธ์พิเศษได้ ไทยควรเพิ่มดีกรีความสนใจทางการทูต การค้าและลงทุนให้แก่อินเดียมากเป็นอันดับหนึ่ง เพื่อเพิ่มคุณค่าทางยุทธศาสตร์ความมั่นคง
สำหรับประเทศที่ไม่ได้เอ่ยชื่อ ปล่อยไปก่อน ไม่ต้องตกใจ ถ้ามิตรภาพกับประเทศอ้างอิงถึงข้างบน มีการปรับตัวและมีแนวทางชัดเจน ประเทศเหล่านี้ที่เหลือจะลงร่องตามครรลองการเมืองการทูตสมัยใหม่ที่ไม่มีมิตรแท้หรือถาวร มีแต่ผลประโชยน์ประเทศเท่านั้นที่ถาวร
ที่น่าสนใจคือ บริบทการทูตตอนนี้ มีปรากฏการณณ์น่าสนใจคือ การเป็นมิตรเป็นศัตรูเกิดขึ้นได้ทันที ในทุกๆ เวลา
คมช.ต้องพร้อม การทูตเฉพาะกิจ



