คอลัมนิสต์

'สภาสนช.-สภาปฏิรูป'ยุคคสช. อย่าลืมเจตนารมณ์ร่วมปชช.

'สภาสนช.-สภาปฏิรูป'ยุคคสช. อย่าลืมเจตนารมณ์ร่วมปชช.

02 มิ.ย. 2557

'สภาสนช.-สภาปฏิรูป'ยุคคสช. อย่าลืมเจตนารมณ์ร่วมของประชาชน : ขยายปมร้อน โดย ขนิษฐา เทพจร

               หลังการยึดอำนาจปกครอง โดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. เป็นผู้นำ สังคมได้จับตามองบทบาทของคณะทหารในฐานะฝ่ายแก้ไขสถานการณ์วิกฤติเฉพาะหน้าอย่างไม่กะพริบตา
 
               ตามธรรมเนียมปฏิบัติของการยึดอำนาจแล้วเสร็จ ผู้นำทหารจะออกคำสั่งเพื่อตั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพื่อให้ทำงานแทนรัฐสภา ในการทำหน้าที่ตรากฎหมาย-อนุมัติพระราชกำหนด-ออกข้อบังคับ-ตรวจสอบฝ่ายบริหาร และแต่งตั้งคณะยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อทดแทนรัฐธรรมนูญฉบับเก่าที่ผู้ยึดอำนาจประกาศยกเลิก โดยรอบนี้คาดว่าจะใช้ชื่อว่า “สภาปฏิรูป”
 
               หากย้อนประวัติศาสตร์การเมืองไทย ที่คล้อยหลังการล้มล้างการปกครอง ตั้งแต่ พ.ศ.2475-2557 มีการแต่งตั้ง สนช. ถึง 5 ชุด โดย ชุดแรก หลังการปฏิวัติตัวเองของคณะปฏิวัติ-จอมพลถนอม กิตติขจร เมื่อ พ.ศ.2515 โดยหน้าที่ สนช. คือทำหน้าที่สภาเฉพาะกิจการภายใน ไม่มีอำนาจกำกับการบริหาร, ชุดสอง ถูกแต่งตั้งในรัฐบาลนายสัญญา ธรรมศักดิ์ เมื่อ พ.ศ.2516 เพื่อทำหน้าที่แทนรัฐสภา, ชุดสามตั้งเมื่อ พ.ศ.2520 หลังการปฏิวัติ โดย พล.ร.อ.สงัด ชลออยู่ ซึ่ง สนช.ชุดนี้ถูกแต่งตั้งเพื่อเป้าหมายสำคัญคือยกร่างรัฐธรรมนูญ ให้ทันต่อการเลือกตั้งในปี 2521, ชุดสี่ ตั้งขึ้นภายหลังคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) เข้ายึดอำนาจการปกครองของรัฐบาล-พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เมื่อ พ.ศ.2534 และชุดห้า ตั้งขึ้นเมื่อปี 2549 หลังการรัฐประหาร โดยคณะ คมช.-ของพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน  อดีต ผบ.ทบ. โดยหน้าที่หลักของ สนช. ยุค คมช. เพื่อทำหน้าที่แทนรัฐสภา
 
               ขณะที่สภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ที่ทำหน้าที่เฉพาะยกร่างกฎหมายแม่บท มีมาแล้วถึง 4 ชุด คือ ชุดแรก ปี 2491, ชุดสอง ปี 2502, ชุดสาม ปี 2539 และ ชุดที่สี่ ปี 2550 โดยการทำคลอดรัฐธรรมนูญแต่ละสมัย มุ่งจัดระเบียบการปกครองเป็นหลักและเพื่อกำจัดปัญหาการเมืองด้วยกฎหมาย แต่ยังมีบางสมัยนิยมที่บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญได้อำพรางการต่ออายุการครองอำนาจของผู้ยึดอำนาจทางปกครอง และซ่อนเงื่อนไขการเข้าสู่อำนาจทางการเมืองของฝ่ายขั้วตรงข้าม จนกลายเป็นปมที่ผูกมัดตัวเองไม่ให้เข้าไปแก้ปัญหาบ้านเมืองได้ในภายหลัง
 
               อย่างไรก็ดี เมื่อถอดสาระสำคัญของเหตุผลที่ คสช.เข้ายึดอำนาจ เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ที่ว่าเพื่อปฏิรูปโครงสร้างทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และอื่นๆ ให้เกิดความชอบธรรมกับทุกฝ่าย จึงปฏิเสธไม่ได้ว่า แนวทางของการปฏิรูปประเทศ ที่หลายภาคส่วนเรียกร้อง จะเป็นแนวทางหนึ่งที่ คสช.จะต้องให้เกิดการปฏิบัติให้เห็นเป็นรูปธรรมโดยเร็ว

               พึงพิจารณาด้วยว่า หลังยุคยึดอำนาจโดยคณะบุคคล หรือยุคการเมืองเป็นปกติ ผู้นำทางปกครอง พยายามแก้ปัญหาทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมมาแล้ว ด้วยการตั้งคณะทำงานจำนวนหลายชุด แต่ท้ายสุดผลแห่งความสำเร็จยังไม่ปรากฏ ด้วยเหตุผลสำคัญ คือ ไม่มีรัฐบาลรับช่วงต่อ แม้จะเป็นรัฐบาลที่มาจากพลเรือน หรือทหาร ก็ตาม ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการขาดเจตนาร่วม โดย นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส ได้เขียนหนังสือชื่อ “การพัฒนาประชาธิปไตยและการปฏิรูปทางการเมือง” เมื่อปี 2537 อธิบายถึงกระบวนการที่นำไปสู่การปฏิรูปทางการเมือง ว่า การยกร่างรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ และการพัฒนากฎหมายที่เกี่ยวข้องให้มีการปฏิรูปทางการเมือง เป็นเรื่องยาก และทำไม่ได้ตามกลไกปกติของรัฐสภา ไม่ว่าจะโดยมีการตั้งคณะกรรมาธิการ หรือคณะกรรมการ ด้วยชื่อใดๆ  เพราะรัฐสภาโดยลำพังจะขาดความเข้าใจและเจตนาร่วมถึงขนาดที่จะเกิดการปฏิรูปทางการเมืองได้ ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่มีอำนาจหรือไม่ แต่ปัจจัยสำคัญที่สุดคือ ความเข้าใจและเจตนารมณ์ของสังคม

               ดังนั้น ฉากต่อจากนี้ หาก คสช.คาดหวังความสำเร็จต่อการปฏิรูป ที่เป็นรูปธรรม อย่าละเลยการมีส่วนร่วมของประชาชนทุกสีเสื้อ ไม่ว่าในบทบาทสภาปฏิรูป หรือ สภา สนช. อย่างน้อยเพื่อลดคำครหา ว่าเป็นเผด็จการหลงยุค

..............................
                                                                                                                                                                                                                               (หมายเหตุ : 'สภาสนช.-สภาปฏิรูป'ยุคคสช. อย่าลืมเจตนารมณ์ร่วมของประชาชน : ขยายปมร้อน โดย ขนิษฐา เทพจร)