
สร้างปรองดองสู่ปฏิรูปประเทศ
สร้างปรองดองสู่ปฏิรูปประเทศ : บทบรรณาธิการประจำวันที่29พ.ค.2557
สถานการณ์ในห้วงที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช.ต้องเร่งจัดการและปฏิรูปประเทศในทุกด้าน หลังจากที่ปัญหาหมักหมมมานานกว่า 10 ปี ซึ่งต้องยอมรับว่าเป็นผลพวงมาจากนักการเมืองและการบริหารที่ขาดธรรมาภิบาลปล่อยปละละเลยหรือจงใจให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชั่นอย่างกว้างขวาง จนนำมาสู่ความแตกแยกขัดแย้งในบ้านเมืองอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน วันนี้ คสช.กำลังปรับสมดุลพร้อมเดินหน้าประเทศควบคู่ไปด้วย เป็นช่วงเปลี่ยนผ่านท่ามกลางสถานการณ์ที่ยังถือว่าไม่สงบนัก ยังมีคลื่นใต้น้ำเกิดขึ้นเป็นธรรมดาเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงฉับพลัน เสียงเรียกร้องขอความชอบธรรมจึงมีอยู่ จึงต้องใช้ความพยายามอีกระยะหนึ่งเพื่อเป้าหมายการคืนความสงบสุขให้กับประเทศไทยและเดินไปสู่สิ่งที่ดีกว่าเดิมนั่นคือสิ่งที่ทุกคนตั้งความหวังและต้องการให้เกิดขึ้น
ปัญหาสำคัญในเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่นเป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องเร่งจัดการ แต่ปัญหานี้ครอบคลุมในวงกว้างไม่เพียงแต่นักการเมืองเท่านั้น แม้แต่ในส่วนภาครัฐและรัฐวิสาหกิจก็ต้องดำเนินการให้เกิดความโปร่งใสมีธรรมาภิบาลตรวจสอบได้ ซึ่งข้อเสนอที่จะตัดในส่วนการเมืองไม่ให้เข้าไปนั่งบอร์ดรัฐวิสาหกิจเพื่อตัดต้นตอไม่ให้เกิดช่องทางทุจริตถือเป็นข้อเสนอที่น่าสนใจ และสอดคล้องกับที่ ป.ป.ช.เคยเสนอไว้แล้ว โดยแนะนำว่ากรรมการในบอร์ดควรเป็นผู้ทรงคุณวุฒิที่เหมาะสมเข้าไปทำประโยชน์ให้กับรัฐวิสาหกิจไม่ใช่เข้าไปเอื้อประโยชน์พวกพ้อง และลักษณะของบอร์ดบางคนอาจจะทำให้เกิดปัญหาในเรื่องการขัดกันของผลประโยชน์ เช่น การเอาบุคคลในฝ่ายที่กำกับดูแลงานเข้าไปเป็นบอร์ดรัฐวิสาหกิจที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลเอง จึงเป็นโอกาสในการเปลี่ยนให้ดีขึ้น
ส่วนหน่วยงานภาครัฐที่เป็นสิ่งรับทราบกันถึงการวิ่งเต้นจ่ายเงินเพื่อให้ได้ตำแหน่ง โดยเฉพาะการเข้าหาอิงอำนาจการเมืองก็เป็นอีกประการที่ต้องเปลี่ยนแปลง ถือเป็นอีกหนึ่งปัญหาที่ทำให้เกิดการคอร์รัปชั่นหาเงินมาซื้อเก้าอี้ จึงต้องมีการวางระบบตรวจสอบและการประเมินการทำงานภายใต้คุณธรรมและจริยธรรมที่ดี ถ้าทำได้ประเทศก็จะได้ข้าราชการที่ดีเข้ามาดูแลบริหารงานอย่างซื่อสัตย์สุจริต และข้าราชการจะสามารถดำรงตนอย่างมีศักดิ์ศรีไม่ต้องไปพึ่งนักการเมืองเพื่อหวังการเติบโตในสายวิชาชีพในทางที่ไม่ถูกต้อง เพราะที่ผ่านมาก็ต้องยอมรับว่ามีข้าราชการที่ต้องยอมรับใช้การเมืองและข้าราชการที่ไม่ดีอีกจำนวนหนึ่งผสมกลมกลืนไปกับนักการเมืองหากินฉ้อราษฎร์บังหลวงไปด้วย เป็นรากเหง้าปัญหาของชาติอีกอย่างหนึ่งที่ต้องแก้ไขให้ได้
ขณะเดียวกัน ในเรื่องสร้างสมานฉันท์ คสช.ก็ผุดแนวทาง เพราะเป็นห่วงกลุ่มสีต่างๆ ที่ยังมีความแตกแยก โดยค้นหาวิธีในการสลายสีเสื้อต่างๆ วิธีการหนึ่งคือการตั้ง “สภาสมานฉันท์” ขึ้นในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ซึ่งทิศทางจะเป็นอย่างไรก็คงได้วางไว้พอสมควร โดยคาดหวังให้สถานการณ์กลับคืนสู่สภาวะปกติโดยเร็ว อีกทั้งการปฏิรูปการเมืองเพื่อสร้างกติกาที่เป็นที่ยอมรับเพื่อคัดกรองนักการเมืองน้ำดีเข้าสู่อำนาจบริหาร ดังนั้นโจทย์ใหญ่หลายประการในการปฏิรูปประเทศครั้งนี้ในช่วงเปลี่ยนผ่านย่อมมีทั้งกระแสตอบรับและต่อต้าน จึงอยู่ที่ว่า คสช.จะดำเนินการอย่างรอบคอบและรับมือให้เป็นไปตามเป้าหมาย รวมทั้งควรรับฟังเสียงสะท้อนรอบด้าน และเร่งสร้างความเชื่อถือให้เกิดขึ้นอย่าให้สังคมสับสนรวมทั้งสร้างบรรยากาศความไว้ใจให้ได้



