คอลัมนิสต์

ยึดมั่นเป็นกลาง

ยึดมั่นเป็นกลาง

28 พ.ค. 2557

ยึดมั่นเป็นกลาง : ขยายปมร้อน โดยอรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ

              ถึงนาทีนี้ไม่มีใครปฏิเสธได้ว่า "พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา" หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นผู้ที่มีอำนาจสูงสุดในประเทศแล้ว ทุกอย่างถูกโอนย้ายไปอยู่ในมือของเขา ทั้งเรื่องดีและไม่ดี และแน่นอนว่า ภาระในการบริหารจัดการทั้งหมดย่อมตกอยู่บนบ่าของเขาเช่นกัน

              หลายคนตั้งคำถามว่า การยึดอำนาจครั้งนี้กระทำเพราะเหตุผลใด และอีกหลายคนคาดหวังที่จะเห็นการกระทำครั้งนี้เป็นไปเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นมายาวนานกว่าสิบปี แม้การตั้งต้นด้วยการยึดอำนาจจะเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ตามหลักการทางประชาธิปไตย แต่เมื่อเหตุเกิดไปแล้วก็ได้แต่หวังว่า สิ่งที่ตามมาจะทำได้ตามเงื่อนไขที่ระบุเอาไว้

              การยึดอำนาจครั้งนี้ไม่ควรด้วยประการทั้งปวงที่จะเอนเอียงหรือเข้าข้างฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด เพราะเป้าประสงค์หลักคือ การเข้าแก้ปัญหาการขัดแย้งในบ้านเมือง หรือที่เราเรียกกันว่า ปัญหา "สีเสื้อ" การดำเนินการ "คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ" ต้องไม่กระทำการให้ถูกครหาว่าเปลี่ยนจากสีเขียว ไปเป็นสีแดง สีฟ้า หรือ สีเหลือง

              หาก คสช.เลือกที่จะจัดการเพียงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และเลือกที่จะปล่อยปละละเลยอีกฝ่ายหนึ่ง ทั้งๆ ที่มีพฤติกรรมแบบเดียวกัน หากเป็นเช่นนี้ความขัดแย้งที่ท่านหวังจะให้มลายไป อาจยิ่งฝังรอยร้าวลึกลงไป ซึ่งคาดหวังว่า คสช.จะใช้ความระมัดระวังอย่างยิ่งยวด

              ต้องไม่ลืมว่า ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองขณะนี้ มาจากความไม่เท่าเทียมกันทั้งสิ้น เริ่มตั้งช่วง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ถูกกล่าวหาว่าพรรคพวกของเขามักจะได้รับการเอื้อประโยชน์ ทั้งจากอำนาจทุน อำนาจการเมือง ใครที่ใกล้ชิดเขามักจะอยู่ในสถานะที่เหนือกว่าคนทั่วไป รวมไปถึงนโยบายต่างๆ นานาที่ออกมานั้น เอื้อต่อความไม่เท่าเทียมในหลายๆ อย่าง

              เช่นเดียวกับผู้ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ถูกกล่าวหาเหมือนกันว่าเป็น "อภิสิทธิชน" ใช้ความได้เปรียบด้วยสถานะทางชนชั้น และเครือข่ายอำนาจใช้กฎหมายเข้าจัดการอย่างไม่เป็นธรรม จนเป็นที่มาของวาทกรรมสองมาตรฐาน

              เรื่องเหล่านี้อาจจะมีทั้งส่วนจริงและไม่จริง แต่ที่แน่ๆ มีคนรู้สึกเช่นว่าอยู่จริงๆ จนทำให้เกิดการแบ่งแยกและไม่ยอมรับอีกฝ่ายชนิดผีไม่เผาเงาไม่เหยียบ ต่างคนต่างอ้างอำนาจความชอบธรรม เพราะอีกฝั่งไม่ยุติธรรมนั่นเอง

              ดังนั้น หาก "พล.อ.ประยุทธ์" ในฐานะหัวหน้า "คณะรักษาความสงบแห่งชาติ" ไม่อยากจะทำให้บ้านเมืองไม่สงบซ้ำเข้าไปอีก หรือก้าวเข้าไปเป็นอีกหนึ่งคู่ขัดแย้ง เพื่อให้อีกฝั่งนำมาอ้างเป็นความชอบธรรมในการเคลื่อนไหวทางการเมือง ก็ต้องวางตัวให้เป็นกลางที่สุด ทั้งเรื่องท่าทีและการปฏิบัติต่อทั้งสองกลุ่ม

              หรือกระทั่งการขับเคลื่อนประเทศ จากนี้จะต้องไม่เป็นไปในทางที่ใกล้ชิดกับข้อเรียกร้องของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นพิเศษ จนอาจจะเป็นที่มาของคำครหาที่ว่า รัฐประหารเพื่อใคร

              หากทำได้จริง และวางตัวเป็นกลางจนเป็นที่ยอมรับ แต่ละฝ่ายก็จะยินดีเข้ามาร่วมในกระบวนการซ่อมแซมประเทศในครั้งนี้ การจะเขียนกติกาเพื่อวางระบบประเทศไทยใหม่ก็จะเป็นที่ยอมรับจากทุกฝ่าย และเป็นการเดินหน้าประเทศอย่างแท้จริง

              แต่หากไม่วางตัวเป็นกลาง เชื่อว่าเป้าหมายที่วางไว้จะไปไม่ถึง ซ้ำร้ายไปกว่านั้นจะยิ่งเป็นการตอกย้ำความแตกแยกให้ชาติล่มสลายเร็วขึ้น

              เอาใจช่วยครับ เพราะหากการแก้ไขปัญหาครั้งนี้ไม่สำเร็จ อาจเป็นครั้งสุดท้ายที่คนไทยจะได้แก้ปัญหา

................................

(หมายเหตุ : ยึดมั่นเป็นกลาง : ขยายปมร้อน โดยอรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ)