
บทบาทตำรวจภายหลังการปฏิวัติ
บทบาทตำรวจภายหลังการปฏิวัติ : โลกตำรวจ โดยผศ.ดร.ปนัดดา ชำนาญสุข
การบริหารงานตำรวจได้รับการกล่าวขวัญเชิงบ่นติเตียนจากประชาชนและนักวิชาการเสมอมา "ตำรวจทำงานภายใต้อำนาจบงการจากนักการเมืองที่ผลัดเปลี่ยนเวียนเข้ามามีอำนาจ ใครมีอำนาจก็เข้ามาครอบงำทำให้การบังคับใช้กฎหมายต้องเอนเอียงเกื้อหนุนนักการเมืองกลุ่มที่มีอำนาจ" นายตำรวจใหญ่พูดย้ำสิ่งที่ตำรวจทุกคนต่างรู้กันเป็นอย่างดี
แม้แต่ในสถานการณ์การเมืองที่ผ่านมาจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า เหล่าบรรดาไพร่พลตำรวจทำงานอย่างหนักมาก เหนื่อยมาก และอดทนต่อความเจ็บใจอย่างมาก จนอาจเรียกได้ว่า มากกว่าทุกยุคทุกสมัยที่ผ่านมา ขณะที่ประชาชนมีกระแสไม่พึงพอใจต่อการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจนั้น ตำรวจเองก็สะเทือนใจไม่น้อยกับการจำต้องตกเป็นจำเลยของสังคมที่กล่าวหาว่า "ตำรวจเป็นขี้ข้าของนักการเมือง" ทั้งที่ในความคิดของตำรวจนั้นถือว่า พวกเขาทำตามหน้าที่ตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาด้วยความบริสุทธิ์ใจก็ตาม
ในหมู่ข้าราชการตำรวจเองก็มีการวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายที่ถูกนักการเมืองเข้ามาก้าวก่ายชี้นำ กำหนดเรื่องการแต่งตั้งจนทำให้เสียระบบคุณธรรม มีการร้องเรียน ร้องทุกข์ เรื่องการไม่ได้รับความเป็นธรรมอยู่เนืองๆ หลายรายได้รับการเยียวยาทดแทน แต่ก็ไม่มีหลักฐานเกี่ยวโยงไปถึงนักการเมืองที่อยู่เบื้องหลังแต่อย่างใด
บุคคลภายนอกอาจไม่รู้ แต่ข้าราชการตำรวจรู้ซึ้งถึงความเป็นจริงนี้เป็นอย่างดี พร้อมทั้งเกิดความรู้สึกว่าตนเองอยู่ในภาวะน้ำท่วมปาก "พวกเราตำรวจทุกระดับชั้น อยากให้มีการปรับปรุงปฏิรูปให้องค์กรตำรวจปลอดจากการเมืองเพื่อให้มีอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ ไม่ต้องตกอยู่ในอาณัติของนักการเมือง แต่ก็ไม่มีพลังผลักดันที่จะสู้นักการเมืองได้..." ความรู้สึกที่แท้จริงจากหัวใจของบรรดาตำรวจทุกระดับ ดังนั้นในห้วงเวลานี้ทำให้ตำรวจเกิดความหวังขึ้นมาอีกครั้งว่า ระบบการบริหารองค์กรตำรวจจะถูกปรับเปลี่ยนให้ดีขึ้น เกิดระบบที่เอื้อต่อการเป็นตำรวจมืออาชีพอย่างแท้จริง ระบบที่ต้องสร้างความยุติธรรมให้แก่คนที่ทำงานเพื่อให้มีขวัญและกำลังใจในการผดุงไว้ซึ่งความยุติธรรมในสังคม
ทำไมตำรวจจึงต้องอยู่ในอาณัติของนักการเมือง?
ตำรวจ คือ ข้าราชการที่มีอำนาจหน้าที่ให้คุณให้โทษในการบังคับใช้กฎหมาย นักการเมืองจะสามารถคุมตำรวจถ้าเขาสามารถให้คุณให้โทษตำรวจได้ ดังนั้นเมื่อตำรวจอยู่ภายใต้การให้คุณให้โทษของนักการเมือง การแบ่งฝักแบ่งฝ่าย วิ่งเต้น รับใช้ ทำงานตามความต้องการของนักการเมือง ตำรวจจึงกลายเป็นเป้าหมายที่สำคัญ ถึงแม้ว่าใจลึกๆ จะอยากทำงานเพื่อประชาชนและสังคมก็ตาม แต่ไม่อาจทนทานต่อความกดดันของระบบบริหารงานบุคคลที่ล้มเหลวนี้ได้ จึงพบว่า ภาวะตามน้ำ กลายเป็นภาวะที่ส่งผลให้อุดมการณ์ตำรวจค่อยๆ หายและหมดไปในที่สุด
ปัจจุบันการบริหารงานตำรวจอยู่ภายใต้ พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 โดยอยู่ภายใต้การควบคุมบังคับบัญชาของนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นไปตามหลักบริหารทั่วไปที่ฝ่ายบริหารต้องควบคุมการทำงานของข้าราชการให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล แต่อำนาจหน้าที่รับผิดชอบของตำรวจคือ การบังคับใช้กฎหมายเพื่อความยุติธรรมแก่ประชาชนทุกคน ไม่เว้นทั้งนักการเมืองที่มีอำนาจหรือไม่มีอำนาจในรัฐบาลก็ตาม
ตำรวจจึงควรมีอิสระในการทำงานเช่นเดียวกับหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมอื่น คือ อัยการ และศาล แต่กลับกลายเป็นว่าที่ผ่านมาตำรวจต้องตกเป็นจำเลยของสังคมเรื่องการบังคับใช้กฎหมายที่เอื้อต่อนักการเมือง
สิ่งที่ทำให้นักการเมืองมีอิทธิพลครอบงำตำรวจได้ คือ อำนาจการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ กล่าวคือ ระดับ ผบ.ตร. เป็นอำนาจของคณะกรรมการนโยบายแห่งชาติ (ก.ต.ช.) ระดับ ผบก.ขึ้นไป เป็นอำนาจของคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ซึ่ง คณะกรรมการทั้งสองคณะมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน โดยหลักการการบริหารในรูปคณะกรรมการน่าจะมีความเป็นธรรมในการพิจารณา แต่ความจริงแล้ว การพิจารณาล้วนแต่มีความเป็นไปตามความต้องการและการชี้นำของนายกรัฐมนตรีทั้งสิ้น
การปฏิรูปองค์กรตำรวจลำดับแรก คือ การต้องตัดอำนาจทางการเมือง ไม่ให้มีส่วนในการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจทุกระดับ โดยอิงรูปแบบของคณะกรรมการอัยการ คณะกรรมการตุลาการ ที่ธำรงความเป็นธรรมในการแต่งตั้งข้าราชการ ซึ่งส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงาน อำนวยความยุติธรรมทางการบังคับใช้กฎหมายมาแล้ว นั่นหมายความว่า ระบบการบริหารงานบุคคลและประเมินผลงานตำรวจต้องเข้มแข็ง โปร่งใส ตรวจสอบได้
บทบาทของท้องถิ่นที่ควรเข้ามามีส่วนร่วมในการสนับสนุนงานตำรวจ เป็นเรื่องสำคัญที่สุดเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการปฏิรูประบบการบริหารงบประมาณโดยท้องถิ่น จำเป็นต้องจัดแบ่งงบประมาณเพื่อส่งกลับมาบริหารงานตำรวจในระดับสถานีตำรวจ ระดับกองบังคับการ ระดับกองบัญชาการตามระเบียบปฏิบัติ โดยไม่จำเป็นต้องอ้อนวอนร้องขอ เพื่อมิให้การบริหารงานตำรวจต้องตกอยู่ในรูปแบบความสัมพันธ์และวัฒนธรรมอุปถัมภ์ ไม่ว่าจะเป็นงบประมาณเพื่อป้องกันปราบปรามอาชญากรรม งบประมาณการแก้ไขป้องกันยาเสพติด แม้กระทั่งงบประมาณด้านการจราจรและการแก้ไขป้องกันอุบัติเหตุทางถนน ซึ่งเงินงบประมาณค่าปรับส่วนหนึ่งนั้นได้ส่งให้ท้องถิ่น ดังนั้นการมีระเบียบปฏิบัติที่ชัดเจนในการส่งคืนงบประมาณเพื่อให้ตำรวจนำมาใช้ในการทำงาน โดยไม่ต้องอ้อนวอนร้องขอจนกลายเป็นหนี้บุญคุณแลกกับสิ่งที่มักทำให้ระบบงานยุติธรรมบิดเบี้ยว ซึ่งควรจะหมดไปได้เสียที ไหนๆ ก็มีการปฏิวัติในยุคสมัยใหม่นี้แล้ว !!



