
ปฏิรูปตำรวจ
ปฏิรูปตำรวจ : บทบรรณาธิการประจำวันที่28พ.ค.2557
ภายหลังจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก มีคำสั่งให้ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) มาช่วยราชการสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมกับแต่งตั้ง พล.ต.อ.วัชรพล ประสานราชกิจ รักษาราชการแทนผบ.ตร. ท่ามกลางสถานการณ์เปลี่ยนถ่ายทางอำนาจ ก็มีเสียงเรียกร้องเรื่องการปรับโครงสร้างสำนักงานตำรวจแห่งชาติตามมา เหตุผลหนึ่งมาจากความเกี่ยวพันกับสถานการณ์ทางการเมืองที่ดูเหมือนว่าตำรวจจะเลือกปฏิบัติและทำงานตามใบสั่งรัฐบาลเดิมมากเกินไปจนไม่สามารถรักษาความเป็นกลางได้ เมื่อตำรวจฝักใฝ่ข้างใดข้างหนึ่งทำให้ดุลของกระบวนยุติธรรมเบื้องต้นเอนเอียง ภาพจึงกลายเป็นว่าตำรวจรับใช้นักการเมืองมากกว่าการรักษากฎหมายเพื่อให้เกิดความสงบสุขในสังคม ประกอบกับนายตำรวจระดับสูงหลายนายออกตัวเลือกข้างอย่างชัดเจน ทำให้ภาพลักษณ์ขององค์กรยิ่งบอบช้ำลงไปอีก
แนวคิดการปรับโครงสร้างสตช.ในครั้งนี้แม้จะยังไม่เห็นโมเดลที่ชัดเจน แต่คณะทำงานนอกเหนือจากตำรวจแล้วยังคงต้องมีทั้งนักวิชาการและบุคคลจากภายนอกร่วมด้วย เพื่อให้มองจุดอ่อน จุดแข็งในหลากหลายมิติ ตามที่รักษาราชการแทนผบ.ตร.ย้ำว่า ภายใน 4 เดือนก่อนที่จะเกษียณอายุราชการ อยากจะทำในสิ่งซึ่งสังคมคาดหวังจะเห็นระบบตำรวจมีการเปลี่ยนแปลง และถ้าอยากให้มีการกระจายอำนาจอย่างแท้จริงองค์กรตำรวจก็ต้องหารือกันว่าจะเสนอเรื่องใดต่อรัฐบาลและผู้มีอำนาจในปัจจุบันได้ทราบเพื่อให้ตำรวจก้าวไปสู่ความเป็นมืออาชีพได้ ดังนั้นผู้บัญชาการระดับสูงต้องยอมสละอำนาจ สละดุลพินิจ เพื่อให้ผู้ใต้บังคับบัญชามั่นใจ เมื่อทำเรื่องดังกล่าวได้ทุกอย่างก็จะสำเร็จ และสิ่งสำคัญคือ องค์กรตำรวจต้องปลอดจากการเมืองเข้ามาแทรกแซงอย่างเด็ดขาด เป็นเป้าหมายที่จะทำไปพร้อมๆ กับการปฏิรูปทางการเมือง
ประเด็นสำคัญทางกฎหมายของการปฏิรูปองค์กรตำรวจคือ การแก้ไข พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 ที่มีแนวโน้มจะให้มีคณะกรรมการเพียงหนึ่งเดียวซึ่งก่อนหน้านี้ตาม พ.ร.บ.เดิมมีอยู่สองคณะคือ คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) กับคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) ซึ่งรักษาราชการแทนผบ.ตร.มองว่าไม่จำเป็น ซึ่งในทางปฏิบัตินั้นอาจดูซ้ำซ้อน ทำให้การแต่งตั้งโยกย้ายและงานบริหารต้องผ่านหลายขั้นตอน ที่สำคัญกว่านั้นแนวคิดยังเลยไปถึงข้าราชการตำรวจควรมียศหรือไม่มียศด้วยซึ่งในอดีตทำไม่สำเร็จ ในการแก้ไข พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ จุดที่ต้องทบทวนเป็นการสำคัญคือ การเสนอชื่อ ผบ.ตร. ที่ให้อำนาจนายกรัฐมนตรีไว้ หากนักการเมืองเป็นผู้เสนอแน่นอนระดับรองๆ ลงมาก็คงหนีไม่พ้นวงจรนี้ ปัญหาในปัจจุบันสะท้อนถึงการทำหน้าที่ได้ดีเมื่อการเมืองลงลึกถึงการให้คุณให้โทษต่อระดับคุมกำลัง ทำให้ ผบ.ตร.ผู้นำสูงสุดขององค์กรไม่สามารถสั่งการตามนโยบายได้สำเร็จ จนนำมาสู่สถานะในปัจจุบัน



