คอลัมนิสต์

ประชาธิปไตยพัฒนาในอาเซียน

ประชาธิปไตยพัฒนาในอาเซียน

27 พ.ค. 2557

ประชาธิปไตยพัฒนาในอาเซียน : โลกสาระจิปาถะ โดยกวี จงกิจถาวร

              ไทยเคยเป็นโมเดลของการพัฒนาการเมืองเมื่อสามสิบปีก่อน ทั้งอาเซียนตื่นเต้นกับปรากฏการณ์ทางการเมือง ไม่ว่าจะเกี่ยวข้องกับเสรีภาพการแสดงความคิดเห็น เสรีภาพสื่อ การมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคม การชุมนุม และคุณสมบัติอื่นๆ

              หลังจากมีรัฐประหารวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นครั้งที่ 13 ฐานะการเมืองของไทยในบริบทอาเซียนและของโลกอ่อนแอลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาพลักษณ์ไทยในเวทีอาเซียน อย่าลืมว่า ไทยเป็นหนึ่งในประเทศผู้ก่อตั้งอาเซียนเมื่อปี 1967 และยังเป็นประเทศแรกที่ได้นำกฎบัตรอาเซียนมาปฏิบัติในปี 2009 ภายใต้การนำของเลขาธิการสุรินทร์ พิศสุวรรณ

              หนึ่งในจุดมุ่งประสงค์ของอาเซียนคือยึดมั่นในหลักการประชาธิปไตย หลักนิติธรรมและธรรมาภิบาล การเคารพและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขั้นพื้นฐาน ฉะนั้นตั้งแต่นี้ต่อไป ประชาคมอาเซียนและประชาคมโลกจะติดตามดูการพัฒนาการเมืองภายใต้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ว่าจะออกมาในรูปใด ซึ่งตอนนี้ยังไม่มีใครรู้ว่าจะดำรงคงอยู่นานเท่าไร จะนำพาประเทศไทยไปสู่การปฏิรูปการเมืองมากน้อยแค่ไหน

              การเมืองไทยผ่านร้อนผ่านหนาวมานานที่สุดในบรรดาสมาชิกอาเซียน ตั้งแต่มีการเปลี่ยนการปกครองในปี 1932 ประสบการณ์การเมืองไทยต่างจากสมาชิกอาเซียนอื่นๆ เพราะเป็นของไทยล้วนๆ ไม่มีการครอบครองของอาณานิคมต่างประเทศเช่นจาก อังกฤษ ฝรั่งเศส หรือเนเธอร์แลนด์ จึงไม่น่าแปลกใจเวลาพูดถึงการเมืองไทย คนต่างชาติมักจะส่ายหัวเพราะไม่เข้าใจลึกซึ้ง โดยเฉพาะปัจจัยทำให้การเมืองมีลักษณะที่โผกผันเร็วมาก

              ที่น่าเสียดายคือ ไทยเรามีบทบาทมากในการเสริมสร้างประชาคมอาเซียนที่มีประชาชนเป็นจุดศูนย์กลาง พยายามสร้างคุณค่าประชาธิปไตยภายในอาเซียนโดยเฉพาะในบรรดาหมู่สมาชิกใหม่ และสู่ยุวชนรุ่นหลัง แต่พอมาถึงการเมืองระดับชาติแล้ว การเมืองไทยในขณะนี้กลายเป็นเรื่องตลกสมาชิกอาเซียนอื่นๆ หยิบขึ้นมาวิจารณ์อย่างเสียๆ หายๆ

              ในสมัยก่อน ประชาธิปไตยไทยเป็นที่ชื่นชมในอาเซียน อินโดนีเซียศึกษาการเมืองและรัฐธรรมนูญของไทยอย่างละเอียดรวมทั้งกฎหมายต่างๆ ที่ให้ความคุ้มครองสิทธิต่างๆ ที่มีความเป็นเสรีนิยมที่สุด ขณะนี้ประชาธิปไตยอินโดนีเซียได้เจริญเติบโตก้าวหน้าเป็นที่ชื่นชมของต่างประเทศ ในฐานะเป็นประเทศมุสลิมอีกด้วย

              ขณะนี้อินโดนีเซียเป็นประเทศก้าวหน้านำอาเซียนในฐานะเป็นประชาธิปไตยใหญ่เป็นที่สามในโลก ทำให้บทบาทประเทศนี้ในอาเซียนเพิ่มขึ้นอย่างมาก ในยุคของอดีตประธานาธิบดีซูฮาร์โต อินโดนีเซียถือว่าเป็นประเทศล้าหลังที่สุด แถมยังฉุดอาเซียนไม่ให้รุดไปข้างหน้า

              ตอนนี้ การเมืองฟิลิปปินส์ เริ่มมีความมั่นคง รัฐบาลของประธานาธิบดีอาคีโนได้เซ็นสัญญาสงบศึกกับกลุ่มกบฏอิสลาม ในมินดาเนาเมื่อไม่นานมานี้ ทำให้รัฐบาลสามารถมุ่งการพัฒนาภายในได้อย่างเต็มที่ ไม่ต้องเสียเงินป้องกันประเทศมากมายเหมือนก่อน

              ในช่วงที่ประชาคมอาเซียนกำลังใกล้เข้ามา ถ้านับถอยหลังก็เหลือเวลาเพียงห้าร้อยกว่าวัน มันจะเป็นเวลาเดียวกับที่ประเทศไทยจะยังอยู่ในการปกครองของ คสช. ฉะนั้นคนที่มีความรับผิดชอบทางด้านต่างประเทศต้องพยายามอย่างหนักในการอธิบายถึงการเปลี่ยนแปลงในไทย

              ในช่วงเปลี่ยนผ่านในไทย จะมีผลกระทบต่อการเป็นประชาคมอาเซียนน้อยมาก ถ้า คสช.เอาใจใส่ในแผนปฏิบัติงานที่ได้ทำมาทั้งหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องเออีซีทั้งหลาย

              ตามจริง คสช.สามารถเสริมสร้างนโยบายให้เต็มรูปแบบตามที่แผนปฏิบัติการอาเซียนต้องการในสามเสาหลักทั้งเศรษฐกิจ การเมือง สังคมและวัฒนธรรมได้อย่างดี นอกจากนั้น ไทยเราต้องมองไกลออกไปถึงอนาคตว่าหลังประชาคมอาเซียนในปี 2558แล้วอนาคตอาเซียนจะเป็นอย่างไร

              วิกฤติการเมืองในไทยได้สร้างโอกาสใหม่ให้ไทยเราได้ทบทวนดูตัวเอง ศรส.ต้องไม่มองข้ามสัมพันธ์กับอาเซียน ซึ่งไทยเราสามารถนำมาใช้ประโยชน์ในการดำเนินนโยบายต่างประเทศในช่วงนี้

              ส่วนสัมพันธ์กับประเทศมหาอำนาจโดยเฉพาะกับสหรัฐอเมริกาและจีน ต้องมีการพิจารณาใหม่ เพื่อให้มีความมั่นคงและตั้งอยู่บนรากฐานของผลประโยชน์แห่งชาติและความเท่าเทียมกัน