
คู่มือสื่อยามวิกฤติ
คู่มือสื่อยามวิกฤติ : กระดานความคิด โดยจอกอ
หากสังเกต เหตุผลหลักในการที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ใช้ยึดอำนาจการปกครอง คือความขัดแย้งของสังคมจนยากที่จะใช้เครื่องมือตามปกติเยียวยาแก้ไขได้ เหตุผลประการอื่นๆ เช่น การหมิ่นสถาบัน การทุจริตคอร์รัปชั่น การกระทำอันเป็นการบ่อนทำลายความมั่นคง ถึงแม้จะมีอยู่แต่ก็มิใช่เรื่องเร่งด่วน สำหรับ คสช. ฉะนั้นสื่อมวลชนจึงเป็นเป้าหมายแรกๆ ที่ คสช.เข้ามาจัดการ ตั้งแต่คำสั่งเด็ดขาดปิดสถานีโทรทัศน์ทุกระบบ เรียกสื่อมวลชนที่มีพฤติกรรม ยั่วยุ สร้างความแตกแยก มารายงานตัว จนกระทั่งการขอความร่วมมือให้สื่อทุกประเภทงดเว้นการจัดรายการในลักษณะของการแสดงความคิด ความเห็นทางการเมือง หรือขัดขวาง วิพากษ์วิจารณ์การทำงานของ คสช.
เพื่อนพ้องในวงวิชาชีพสื่อมวลชนทั้งหลายต่างอึดอัดคับข้องใจ ที่ถูกละเมิดหลักการ และลิดรอนเสรีภาพขั้นพื้นฐาน บ้างก็แสดงออกอย่างแข็งกร้าว บ้างก็แสดงจุดยืนต่อต้าน คัดค้าน การรัฐประหารอย่างแข็งขัน บ้างก็พยายามสื่อความหมายด้วยวิธีอื่น เพื่อให้ คสช.รับรู้ว่า เขาไม่พึงพอใจในการกระทำของกองทัพครั้งนี้
ในฐานะหนึ่งในผู้นำองค์กรสื่อหลัก ผมให้ความเคารพในท่าทีและการแสดงจุดยืนของทุกคน แต่ขณะเดียวกันผมก็มองไม่เห็นว่า ปฏิบัติการตาต่อตา ฟันต่อฟัน จะยังประโยชน์อันใดให้เกิดขึ้นในสถานการณ์เช่นนี้ ดังนั้นวิธีการที่พวกเราคิดกันก็คือ ค่อยๆ พูดค่อยๆ จา อย่างน้อยที่สุดควรยืนยันหลักการสำคัญที่เป็นหัวใจของการทำงาน นั่นคือหลักเรื่องเสรีภาพ และจะต้องไม่ลืมว่า จะต้องเป็นเสรีภาพที่ประกอบไปด้วยความรับผิดชอบ เราขอโอกาสอธิบายหลักการทำงานของสื่อผ่านแถลงการณ์ร่วม 4 องค์กรหนึ่งฉบับ และจดหมายเปิดผนึกถึงหัวหน้า ศสช.หนึ่งฉบับ โดยตัวแทนทั้ง 4 องค์กรได้ร่วมกันพิจารณาอย่างละเอียด ถี่ถ้วน และรอบด้านแล้ว
แถลงการณ์ร่วม และจดหมายเปิดผนึกทั้งสองฉบับนั้น เนื้อหาหลักคือ การอธิบายเรื่องหลักเสรีภาพ ซึ่งไม่ได้แปลว่าจะเป็นเสรีภาพของผู้ประกอบวิชาชีพสื่อเท่านั้น หากยังหมายรวมถึงเสรีภาพของประชาชนโดยทั่วไปด้วย เพราะเสรีภาพของสื่อก็คือเสรีภาพของประชาชน มีความเห็นแย้งที่ควรรับฟังจำนวนมาก ตั้งข้อสังเกตว่า องค์กรสื่อควรจัดการ ตักเตือน และควบคุมมิให้สื่อทำหน้าที่อย่างมีความรับผิดชอบก่อนวิกฤติการณ์บ้านเมืองที่เดินมาถึงวันนี้ ก็เพราะสื่อมวลชนมีบทบาทอย่างสำคัญ ดังนั้นองค์กรสื่อจึงไม่ควรเสนอบทบาทใดๆ ต่อสังคม หากยังปัดกวาดบ้านของตัวเองไม่สะอาด
ผมคิดว่า ข้อโต้แย้งเหล่านี้เป็นคนละเรื่อง คนละประเด็นกับการยืนยันหลักการทำงานที่ต้องมีเสรีภาพของสื่อ ข้อเท็จจริงที่ว่ายังมีสื่อจำนวนหนึ่ง จะมากหรือน้อยก็ตาม กระทำละเมิด หมิ่นประมาทบุคคลอื่น สร้างความแตกแยกร้าวฉานให้แก่สังคมนี้ ไม่ทำงานอยู่บนหลักการและยึดถือจริยธรรมอย่างเคร่งครัด ก็เป็นบทบาทหน้าที่ขององค์กรที่เกี่ยวข้องจะจัดการ เช่น ในกรณีละเมิดจริยธรรม สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติได้ดำเนินการตามหน้าที่โดยไม่ละเลย หรือแยกแบ่งว่าเป็นค่ายไหน สีไหน กรณีละเมิดกฎหมาย ก็ควรเป็นหน้าที่ขององค์กรที่มีอำนาจบังคับใช้ โดยเฉพาะคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) น่าเสียดายที่เราเพิ่งได้เห็นว่า กสทช.ได้ทำหน้าที่นี้อย่างแข็งขันเมื่อ คสช.เข้ามา
ฉะนั้น ภารกิจเร่งด่วนของการปฏิรูปสื่อก็คือ การยุบ กสทช. หรือจัดการให้องค์กรนี้สามารถบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ โดยคำนึงถึงประโยชน์สาธารณะเป็นสำคัญ
มีประเด็นเรื่องการใช้อำนาจของ คสช.ที่ต้องถกแถลงกันอีกมาก ลองดูประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 17 ลงนามโดย จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ หัวหน้าคณะปฏิวัติ ฉบับวันที่ 27 ตุลาคม 2501 คำสั่งบางตอนมีความว่า
“..ถ้ามีการละเมิดประกาศฉบับนี้ ให้เจ้าพนักงานเจ้าหน้าที่ยึดหนังสือพิมพ์นั้นทำลายเสีย และให้ยึดเครื่องพิมพ์ที่พิมพ์หนังสือนั้นไว้”
ในทางปฏิบัติคือ ทหารจะเข้าไปล่ามโซ่แท่นพิมพ์ไว้ ถ้าเป็นสื่อวิทยุและโทรทัศน์ยุคปัจจุบันก็อาจเป็นการปิดระบบควบคุมไว้ทั้งหมด
ยาขนานไหนจะแรงกว่ากัน คงได้พูดกันอีกครั้ง



