
ทหารใช้'ยาแรง'ออกกฎอัยการศึกบีบเจรจา
ทหารใช้'ยาแรง'ออกกฎอัยการศึก บีบคู่ขัดแย้งเจรจาผ่าทางตันประเทศ : ตะลุยกองทัพ โดยทีมข่าวความมั่นคง
ฤกษ์เวลา 03.00 น. เช้ามืดวันที่ 20 พฤษภาคม ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ประกาศใช้ "กฎอัยการศึก" ทั่วราชอาณาจักรท่ามกลางคำถามว่า การออกมาครั้งนี้ของกองทัพจะสามารถผ่าทางตันของประเทศได้สำเร็จหรือไม่
รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร นักวิชาการความมั่นคงแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิเคราะห์ก้าวย่างของกองทัพในครั้งนี้ ว่า เป็นการตัดสินใจเข้ามาควบคุมสถานการณ์ของประเทศ หลังจากศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) ไม่สามารถดูแลภารกิจด้านความมั่นคงได้ มิหนำซ้ำในระยะหลัง ศอ.รส.ยังเน้นงานการเมือง เช่น การกดดันตุลาการ มากกว่างานด้านความมั่นคง
ทั้งนี้ กองทัพออกมาแจ้งเตือนก่อนหน้านี้แล้ว โดยเฉพาะการออกแถลงการณ์ 7 ข้อของ ผบ.ทบ. เพื่อเตรียมเข้ามาควบคุมสถานการณ์ไม่ให้ลุกลามบานปลายออกไป และมองว่า หลังคำตัดสินของรัฐธรรมนูญทำให้รัฐบาลมีปัญหาในเรื่องสถานะ และอำนาจในการบังคับบัญชา กองทัพในฐานะที่รับผิดชอบด้านความมั่นคงจึงต้องเข้ามาควบคุมสถานการณ์แทน
รศ.ดร.ปณิธาน มองว่า อย่างไรก็ตาม สำหรับภารกิจในทางการเมืองกองทัพคงไม่ดำเนินการด้วยตัวเอง และโชคดีที่ยังมีองค์กรนิติบัญญัติเหลืออยู่ คือ "วุฒิสภา" โดยกองทัพมีหน้าที่ในเชิงกดดันเพื่อให้สถานการณ์นิ่ง และเปิดพื้นที่ให้คู่ขัดแย้งเข้ามาพูดคุยเพื่อหาทางออกของประเทศ แต่ก็ต้องติดตามกันว่า คู่ขัดแย้งจะยอมใช้ช่องทางวุฒิสภาตามที่กองทัพกำหนดไว้หรือเปล่า
ส่วนเจตนาของกองทัพต้องการเร่งปฏิกิริยาให้เกิด "รัฐบาลเฉพาะกาล" เพื่อแก้ปัญหาของประเทศหรือไม่ เขาเชื่อว่า ประเด็นนี้มีน้ำหนักมาก เพราะมีปัญหาของประเทศที่ต้องเร่งแก้ไขมากมาย แต่ก็ไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้
"ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับว่าคู่ขัดแย้งทั้งสองฝ่ายจะเห็นร่วมกันหรือไม่ และถ้ามีคู่ขัดแย้งฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ยอมรับช่องทางที่กองทัพกำหนดให้ก็มีความเสี่ยงสูงมากที่จะเกิดการเผชิญหน้าระหว่างมวลชนกับมวลชน หรือมวลชนกับกองทัพ ซึ่งสุดท้ายกองทัพก็ต้องออกมาอยู่ดี" รศ.ดร.ปณิธาน มองไปถึงสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด
เขาวิเคราะห์อีกว่า การตัดสินใจใช้กฎอัยการศึกเป็นการใช้ "ยาแรง" ที่อาจมีผลข้างเคียงสูง หากใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน เพราะจะเกิดแรงกดดันทั้งในและนอกประเทศตามมา แต่ก็ดีกว่าการ "ผ่าตัด" ซึ่งหมายถึงการ "รัฐประหาร" ที่มีผลกระทบร้ายแรงกว่ามาก
อย่างไรก็ตาม หากการใช้ยาแรงของกองทัพไม่ได้ผล เช่น มีการออกมาต่อต้าน ก็ต้องถามว่า ผู้ที่ออกมาต่อต้านพร้อมที่จะต่อสู้กับกองทัพหรือไม่ เพราะขณะนี้กองทัพมีการเตรียมพร้อมมาก และมีการเตรียมการมาเป็นลำดับขั้นตอน เห็นได้ชัดจากการออกประกาศข้อห้ามต่างๆ อย่างต่อเนื่อง และเข้มข้นขึ้นตามลำดับ รวมทั้งการใช้กำลังถึง 4 กองพล ที่สามารถนำมาปฏิบัติการได้ทันที
ขณะที่ข้อโต้แย้งว่า การออกกฎอัยการศึกไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ และไม่มีความชอบธรรม เพราะยังไม่มีเหตุจลาจลนั้น รศ.ดร.ปณิธาน ตอบว่า ถ้าถามว่าขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ก็ต้องยอมรับว่าหมิ่นเหม่ แต่ก่อนที่จะออกกฎอัยการศึกกองทัพคงมีการปรึกษานักกฎหมายทั้งในกองทัพ และนอกกองทัพ มาอย่างรอบคอบดีแล้ว เพราะมีการศึกษามาตลอด ไม่ใช่อยู่ๆ แล้วจะออกมาเลย
สำหรับเรื่องความชอบธรรมนั้น ผบ.ทบ.ก็ระบุว่า เหตุ "จลาจล" ได้เกิดขึ้นแล้ว โดยเฉพาะผู้เสียชีวิต 28 คน และบาดเจ็บ 700 กว่าคน ซึ่งสถานการณ์อาจไม่เหมือนปี 2553 ที่มีการเผาสถานที่ ทั้งนี้ก็ขึ้นกับการตีความของแต่ละฝ่าย และต้องดูว่า ศาลรัฐธรรมนูญจะรับตีความหรือไม่ เพราะกฎอัยการศึกเกิดขึ้นมาเป็น 100 ปีแล้ว และเป็นข้อกำหนดที่เลยกรอบรัฐธรรมนูญอยู่พอสมควร
"สมมุติว่า รัฐบาลยื่นตีความ และศาลรัฐธรรมนูญเกิดชี้ว่า ประกาศกฎอัยการศึกไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ กองทัพก็จะกลายเป็นกบฏ และจะมีคดีติดตัวอีกมากมาย ซึ่งผมเชื่อว่า เมื่อออกมาถึงขั้นนี้แล้วกองทัพคงไม่ถอยแน่ และอาจนำไปสู่การรัฐประหาร ซึ่งก็ต้องถามกลับว่า ถึงขั้นนี้แล้วมีคนพร้อมที่จะสู้กับกองทัพหรือไม่" รศ.ดร.ปณิธาน กล่าวทิ้งท้าย
............
(หมายเหตุ : ทหารใช้'ยาแรง'ออกกฎอัยการศึก บีบคู่ขัดแย้งเจรจาผ่าทางตันประเทศ : ตะลุยกองทัพ โดยทีมข่าวความมั่นคง)



