
เลือกข้างอย่างเท่ๆ
เลือกข้างอย่างเท่ๆ : กระดานความคิด โดยจอกอ
คุณประดิษฐ์ เรืองดิษฐ์ นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ชวนไปร่วมวงเสวนาหาทางออกให้ประเทศไทยตามคำเชิญของวุฒิสภา
เขาอธิบายว่า อย่างน้อยจะได้มีผู้ใหญ่มานั่งใกล้ๆ ให้อุ่นใจ ในเวลาที่มีค่อนข้างจำกัด กับความสำคัญในเรื่องความเป็นความตายของบ้านเมือง ผมตัดสินใจเลือกที่จะไปวุฒิสภาก่อน จากนั้นจึงจะเดินทางไปภารกิจเรื่องการงาน ในเวลาที่ใกล้เคียงกัน ถึงแม้ว่าจะพอคาดเดาบรรยากาศของการปรึกษาหารือได้บ้าง และตั้งใจว่าจะไม่ไปเสนออะไรใหม่ เพราะประเด็นเรื่องข้อเสนอนั้น ถึงนาทีนี้ไม่ต่างอะไรกับฟองอากาศในมหาสมุทรแล้ว
คราวที่รัฐบาลเชิญชวนไปให้ความเห็นเรื่องปฏิรูปการเมือง ที่ศูนย์ประชุมสิริกิติ์ โดยไม่ได้นัดหมาย พวกเราไม่มีใครไป ด้วยอาจเห็นว่าคงเป็นเพียงพิธีกรรม สร้างความชอบธรรมให้เห็นว่ารัฐบาลได้ให้ความใส่ใจในการปฏิรูปเท่านั้น
คราวนี้ผมเห็นว่า อย่างน้อยวุฒิสภาก็เป็นองค์กรด้านนิติบัญญัติเพียงองค์กรเดียวที่ยังหลงเหลืออยู่ และดูเหมือนว่าที่ประธานวุฒิสภา นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รวมทั้งวุฒิสมาชิกอีกหลายคน ก็แสดงความกระตือรือร้นที่จะเสนอตัวเองเข้ามามีบทบาทในการหาทางออกให้ชาติบ้านเมือง การเข้าไปเป็นหนึ่งในประชาคมของวุฒิสภา เช่นเดียวกับภาคส่วนอื่นๆ ก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องเสียหายอะไร
เมื่อถูกเชิญให้พูด ประดิษฐ์ เรืองดิษฐ์ เปรียบเปรยว่า เราไม่มีทางตัดเสื้อหนึ่งตัว และให้คนใส่ได้ทุกคน ขณะที่ผมบอกว่า ไม่เห็นหนทางเลยที่วุฒิสภาจะมีคำตอบสำเร็จรูปให้เป็นที่พอใจของทุกฝ่ายภายใต้เงื่อนไขเวลาที่เป็นอยู่ ความหมายของเราอาจดูคับแคบ และสิ้นหวัง แต่นั่นก็เป็นความจริง เพราะเป้าหมายปลายทางของทั้งสองฝ่าย ไม่ใช่เรื่องหลักการหรือสิ่งที่ปรากฏต่อสาธารณะทั้งหมด ความหมายก็คือ ฝ่ายหนึ่งต้องการขุดรากถอนโคนทักษิณ อีกฝ่ายต้องการเลือกตั้ง แต่ไม่ใช่การเลือกตั้งที่เป็นสัญลักษณ์ของประชาธิปไตย ด้วยชัยชนะที่ทักษิณ ชินวัตร เคยบอกน้องสาวของเขา คือต้องเข้าสู่กระบวนการเลือกตั้งเท่านั้น เพราะนั่นหมายถึงการได้รักษาอำนาจเอาไว้
ในสถานการณ์ที่ล่อแหลมเช่นนี้ สื่อควรมีบทบาทมากน้อยเพียงใด จะเป็นคน “วงใน” ที่กระโดดขึ้นเวทีและไปร่วมชุมนุมกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอย่างเปิดเผยหรือไม่ หรือจะแอบซ่อนไว้ ไม่แสดงออก เพื่อความปลอดภัยจากการถูกด่าทอ วิพากษ์วิจารณ์จากฝ่ายที่ไม่พอใจท่าทีและการแสดงออกของเรา
ผมเห็นว่า ในความเป็นมนุษย์เราสามารถแสดงออกได้ว่าเราชอบใคร เกลียดใคร พูดอย่างเท่ๆ ก็คือ เลือกข้างได้ แต่สำคัญว่า เมื่ออยู่ในพื้นที่สาธารณะในบทบาทของสื่อ จะต้องทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา และจะเอาอคติมาเจือปนไม่ได้
บริบททางสังคมเปลี่ยนไป ในอดีตนักหนังสือพิมพ์หลายคนเคยถูกลากดึงเข้าไปเกี่ยวข้องกับการเมือง เพียงการทำหน้าที่อย่างซื่อตรงตามวิชาชีพ นั่นเองเป็นปฐมบทของการเรียกร้องเสรีภาพในกาลต่อมา หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง นักหนังสือพิมพ์หลายคนถูกจับข้อหาการเมือง เช่น นายหลุย คีรีวัต พระยาศราภัยพิพัฒ เจ้าของนามปากกา “ศรทอง” คนเหล่านี้ถูกจับข้อหากบฏในราชอาณาจักร มีการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์
ปี 2492 รัฐบาลกวดขันเรื่องข้อเขียนของหนังสือพิมพ์มาก เพื่อเอาใจคณะรัฐประหาร และต้องการกำจัดอิทธิพลของนายปรีดี พนมยงค์ หลายคนถูกจับ หลายคนถูกยิงทิ้ง นายชิ้น โรจนวิภาต บรรณาธิการอิทธิธรรม สังเวยคมกระสุนเป็นคนแรก ระหว่างที่นั่งสามล้อผ่านสนามม้านางเลิ้งเพื่อจะกลับบ้าน นายสุรีย์ ทองวานิช บรรณาธิการเสียงไทย ถูกยิงกรอกปาก เพราะเขียนข่าวเปิดโปงลูกสาวกลุ่มผู้ก่อรัฐประหารซ่อนเพชรในที่ลับ ยังไม่ต้องกล่าวถึง นายอารีย์ ลีวีระ ผู้อำนวยการพิมพ์ไทย-สยามนิกร ที่ถูกยิงทิ้งโดยสมุนของ พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์
ผมเชื่อว่า ประเด็นเรื่องข้อเสนอเพื่อร่วมกันหาทางออกให้ฉฏ๋สังคมไทยนั้น ไม่ได้สำคัญมากไปกว่าการลิดรอนเสรีภาพสื่อมวลชน ไม่ว่าสถานการณ์จะร้อนแรงเพียงใด หากมีการลิดรอนเสรีภาพ นั่นต่างหากคือหน้าที่ของเราที่จะต่อสู้คัดค้าน หน้าที่อื่นนอกจากนี้ไม่มี



