
ผู้นำอินเดียใหม่ไม่ธรรมดา
ผู้นำอินเดียใหม่ไม่ธรรมดา : โลกสาระจิปาถะ โดยกวี จงกิจถาวร
ประชาธิปไตยใหญ่ที่สุดในโลกกำลังได้ผู้นำคนใหม่ชื่อ นายนาเรนทรา โมดี พรรคภาราติยะ ชันนะตะ นายกรัฐมนตรีผู้อื้อฉาวจากรัฐคุชราช จะได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการในอาทิตย์นี้ หลังจากการประกาศผลการเลือกตั้งทั่วประเทศในอินเดียอย่างเป็นทางการในวันสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ปรากฏว่าได้คะแนนเสียงข้างมาก ทำให้รัฐบาลใหม่มีพลังขึ้นมาทันที สามารถผลักดันนโยบายการปฏิรูปเศรษฐกิจได้อย่างรวดเร็ว
คนอินเดียมีความรู้สึกทั้งชอบและเกลียดนายกฯ คนใหม่นี้ โมดีเคยมีประวัติไม่ค่อยดีในฐานะเคยเป็นมุขมนตรีของคุชราช ซึ่งมีสถิติความเจริญเติบโตดีที่สุดในอินเดีย แต่ในขณะเดียวกันเขาก็มีประวัติไม่ค่อยดี ในปี 2542 เขาเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มนักการเมืองนับถือศาสนาฮินดูหัวรุนแรงและเคยอยู่เบื้องหลังโศกนาฏกรรมเข่นฆ่าชาวมุสสิม มีคนเสียชีวิตถึง 2,000 คน ในช่วงที่โมดีดูแลรัฐคุชราช
ประเด็นนี้ทำให้ภาพลักษณ์ของโมดีมีปัญหา ทางสหรัฐอเมริกาไม่ยอมออกวีซ่าให้ เนื่องจากเชื่อว่าเขามีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ในปี 2542 จึงไม่น่าแปลกใจ เจ็ด-แปดเดือนที่ผ่านมา โมดีพยายามอธิบายให้คนอินเดียและประชาคมโลกฟังว่า ในช่วงที่ผ่านมาเขาได้เปลี่ยนไปแล้ว ในฐานะผู้นำอินเดีย เขาต้องให้ความสำคัญต่อทุกศาสนาอย่างเท่าเทียมกันในประเทศ
การที่พรรคฝ่ายค้านได้คะแนนเสียงท่วมท้น เป็นเพราะว่าในช่วงวาระสองของรัฐบาลภายใต้การนำของพรรคคองเกรสนั้น การลงทุนจากต่างประเทศลดน้อยลง อัตราการเจริญเติบโตเศรษฐกิจอินเดียช้าลง และต้องเผชิญกับปัญหาคอร์รัปชั่นมากขึ้น ทำให้คนอินเดียเบื่อการเมืองมาก หันมาสนใจและสนับสนุนพรรคฝ่ายค้าน ถึงแม้ว่าจะมีประวัติออกมาทางด้านลัทธิชาตินิยม
คนอินเดียสนับสนุนโมดี เนื่องจากเห็นว่าผู้นำคนนี้กล้าตัดสินใจและไม่กลัวระบอบข้าราการอินเดีย ไม่กลัวมหาอำนาจต่างชาติ จึงไม่แปลก นักธุรกิจส่วนหนึ่งตื่นเต้นมาก การที่อินเดียจะมีผู้นำคนใหม่ที่มีคุณสมบติแบบนี้ ตลาดหุ้นอินเดียเป็นองค์กรแรกที่ตอบรับการเป็นผู้นำของโมดี ซึ่งดีมากๆ ทั้งๆ ที่การนับคะแนนส่วนใหญ่ยังไม่สิ้นสุด
ที่น่าติดตามต่อไปคือ อินเดียจะมีนโยบายสนับสนุนการค้าและมีการออกมาตรการทำให้อินเดียมีบรรยากาศต่อการลงทุนที่ดีขึ้น และการทำหารค้าไปมาหาสู่กันในต่างประเทศง่ายขึ้น อินเดียต้องการเพิ่มบารมีทางด้านการทูต การค้า และการเมือง เพื่อสู้กับจีนในเวทีโลก ชาวอินเดียโพ้นทะเลกว่า 10 ล้านคน สามารถช่วยทางด้านการลงทุนและเทคโนโลยี
ที่ผ่านมา อินเดียมองแต่การพัฒนาภายในประเทศ ไม่ได้มองไปข้างนอกประเทศเท่าที่ควร เนื่องจากในประเทศมีปัญหารุมเร้าเต็มไปหมด ถ้าเศรษฐกิจอินเดียดีขึ้น ผู้คนมีเงินใช้สอยมากขึ้น การลดช่องว่างคนจนกับคนรวยดีขึ้น มันจะส่งดีต่อสังคมอินเดียที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นสังคมเต็มไปด้วยชนชั้นและความเหลื่อมล้ำ
สำหรับไทยเรา รัฐบาลควรเพิ่มความสนใจอินเดียในฐานะเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ที่สำคัญ ที่ผ่านมาไทยเราดีแต่พูด ไม่ได้ทำอะไรจริงๆ จังๆ ลึกๆ เรามักดูถูกอินเดีย ทั้งๆ ที่อินเดียกับไทยมีความผูกพันทางศาสนา วัฒนธรรมประเพณี และประวัติศาสตร์มาเป็นเวลาช้านาน น้อยคนรู้ว่าไทยเป็นสมาชิกอาเซียนแรกเข้าหาอินเดียในปี 1987 สมัยนายกรัฐมนตรีเปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรีอินเดียนายราจีฟ คานธี ได้เดินทางมาเยือนกรุงเทพฯ เป็นทางการในปีเดียวกัน หลังจากนั้นมานานเขาก็ถูกระเบิดสังหารฆ่าตาย
ในอนาคต ไทยควรดึงอินเดียเข้ามาในภูมิภาค เพื่อสร้างดุลภาพอำนาจใหม่ เนื่องจากสภาพยุทธศาสตร์ในภูมิภาค มีสหรัฐอเมริกาและจีนกำลังขับเคี่ยวกันอยู่ ซึ่งส่งผลลบต่อเสถียรภาพและความมั่นคงในภูมิภาค
ไทยกับอินเดียเป็นสองประเทศในเอเชียที่มีเรือบรรทุกเครื่องบิน ถึงแม้ว่าของไทยตอนนี้จะถูกจอดทิ้งไว้ไม่ได้เอามาประจำการอย่างที่ตั้งใจไว้ ทั้งสองประเทศสามารถประสานงานกันช่วยปรับปรุงเรือบรรทุกเครื่องบินเพื่อนำมาใช้ในกรณีฉุกเฉิน และเพิ่มขีดความสามารถทางด้านความมั่นคง
ถึงเวลาแล้ว ไทยต้องพัฒนาสัมพันธ์ใกล้ชิดอินเดีย เรามีความได้เปรียบมากกว่าทุกประเทศในอาเซียน แต่ไม่เคยนำมาใช้ประโยชน์



