
ยึดหลักกูประเทศเสียหาย
ยึดหลักกูประเทศเสียหาย : บทบรรณาธิการประจำวันที่18พ.ค.2557
หลังจากใช้ความพยายามอย่างมากในการทำหน้าที่เจ้าภาพของนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานวุฒิสภาคนที่หนึ่ง ทำหน้าที่ประธานวุฒิสภาและสมาชิกวุฒิสภา เพื่อหาทางออกให้แก่ประเทศอันเนื่องมาจากความขัดแย้งของสองขั้วสำคัญทางการเมืองที่ส่งให้ชาติเข้าสู่วิกฤติจนเป็นเหตุของความรุนแรงตามมาอย่างมิอาจหลีกเลี่ยง จนสามารถได้ข้อสรุป 3 ข้อประกอบด้วย 1.ต้องเร่งดำเนินการจัดให้มีการปฏิรูปประเทศในทุกด้านให้แล้วเสร็จโดยเร็ว 2.ให้รัฐบาลและพรรคการเมืองร่วมมือวุฒิสภาในการหาทางออก และ 3.หากจำเป็นวุฒิสภาจะอาศัยข้อบังคับประชุมของวุฒิสภา เปิดประชุมเป็นกรณีพิเศษ เพื่อให้ได้มาซึ่งนายกฯ ภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญ โดยมุ่งหวังให้การแก้ไขปัญหาดังกล่าวบรรลุเจตนารมณ์ในการคืนความสงบสุข และความสมานฉันท์ของคนในชาติได้
ตลอดเวลา 3 วันของกระบวนการหารือและรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ วุฒิสภาได้มีการประสานกับทุกภาคส่วนของสังคม ไม่ว่าจะเป็น องค์กรตามรัฐธรรมนูญ ศาลยุติธรรม ตัวแทนจากหน่วยงานความมั่นคง กองทัพ ข้าราชการระดับสูง รวมถึงองค์กรภาคเอกชน อธิการบดีมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ ซึ่งทุกเวทีเห็นพ้องต้องกันที่จะให้ตัวแทนสภาสูงทำการแก้ไขวิกฤติชาติเพื่อยับยั้งความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้หลายด้านทั้งการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และความรุนแรงจากการเผชิญหน้าของกลุ่มที่เห็นต่างไม่ให้ขยายตัวไปมากกว่านี้ โดย 2 เวทีหลังได้เสนอผ่าทางตันด้วยการให้รัฐบาลรักษาการชุดปัจจุบันลาออก เพื่อปลดล็อกปัญหาของการบริหารราชการ และให้วุฒิสภาเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีคนกลางและจัดตั้งรัฐบาลเฉพาะกาลเพื่อปฏิรูปการเมืองและให้มีการเลือกตั้งต่อไป
เห็นได้ว่าแนวทางของวุฒิสภาเปิดกว้างที่จะหารือทุกฝ่าย แต่รัฐบาลโดยเฉพาะนายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ ปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรี กลับยักท่าที่จะมานั่งจับเข่าคุย ท่องคาถายึดหลักกฎหมายที่จะให้ตัวเองและพวกพ้องอยู่ในอำนาจให้นานที่สุด ปฏิเสธที่จะเสียสละเพื่อประเทศชาติ ทั้งที่ขั้นตอนในการสร้างความชอบธรรมยังต้องผ่านการทำประชามติจากประชาชนอีกหลายขั้น ขณะเดียวกัน กำนันสุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำกปปส.ก็ออกอาการแรงอย่างเห็นได้ชัด เดินหน้ากดดันให้ว่าที่ประธานวุฒิสภา นำรายชื่อนายกรัฐมนตรีคนใหม่ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย ในขณะที่ยังมีข้อถกเถียงกันทางกฎหมายว่าทำได้หรือไม่ เพราะหากไม่มีการโปรดเกล้าฯ ลงมาคนที่ต้องรับผิดชอบคือนายสุรชัย ไม่ใช่นายสุเทพ ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องใช้ความระมัดระวังอย่างยิ่ง
ทุกภาคส่วนต่างกระตือรือร้นที่จะแก้ไขปัญหาให้แล้วเสร็จโดยพลัน เพื่อให้เกิดรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มเข้ามาขับเคลื่อนประเทศชาติหลังจากบริบทของประเทศต้องหยุดชะงักไปหลายเดือน และหากเราไม่เร่งคลี่คลายสถานการณ์ลงอาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงกลายเป็นภาวะสงครามกลางเมืองขึ้นได้ แต่ความเห็นต่างในบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญครั้งนี้ยังไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ทุกฝ่ายจึงควรหันหน้าเข้าหากันเพื่อหาทางออกด้วยทางสายกลางมากกว่าจะใช้หลักกู ดื้อแพ่งอยู่ในอำนาจ เพื่อรอสร้างความชอบธรรมให้ตัวเอง ยังพอมีเวลาที่ทุกฝ่ายจะยึดหลักของความถูกต้องชอบธรรม และเสียสละให้แก่บ้านเมืองอย่างจริงจัง



