คอลัมนิสต์

รับฟังเสียงทุกส่วนเพื่อทางออก

รับฟังเสียงทุกส่วนเพื่อทางออก

15 พ.ค. 2557

รับฟังเสียงทุกส่วนเพื่อทางออก : บทบรรณาธิการประจำวันที่15พ.ค.2557

               สถานการณ์การเมืองของไทยมาถึงจุดที่ยังหาทางออกไม่ได้ มีการหยิบยกเหตุผลและหลักกฎหมายของแต่ละฝ่ายมาเป็นข้อต่อสู้เพื่อให้เกิดความชอบธรรมตามที่ฝ่ายตนเองต้องการให้เป็นไป ฝ่ายหนึ่งก็ยึดถือว่า สภาวการณ์ปัจจุบันเป็นสุญญากาศไม่มีรัฐบาลและไม่มีนายกรัฐมนตรีบริหารบ้านเมือง ต้องผ่าทางตันด้วยการสรรหานายกรัฐมนตรีคนกลาง ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา 7 ส่วนอีกฝ่ายยืนยันว่า ผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรีมีอำนาจดำเนินการเรื่องต่างๆ ได้เฉกเช่นเดียวกับนายกรัฐมนตรี และสำทับว่า การใช้มาตรา 7 เป็นเรื่องไม่ถูกต้อง โดยเฉพาะที่มาของนายกรัฐมนตรีต้องมาจาก ส.ส.มาจากการเลือกตั้งเท่านั้นตามที่รัฐธรรมนูญเขียนระบุไว้ ส่งผลให้กลายเป็นเดดล็อกติดปมว่า ควรจะต้องเดินไปแนวทางไหนเพื่อให้ออกจากวิกฤติการเมืองได้

               แต่ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะปลดชนวนปัญหาการเมืองที่ทุกฝ่ายไม่ต้องการเห็นความรุนแรงหรือการปะทะกันจากที่มีการดึงเอามวลชนที่เห็นต่างเป็นพลังมาหนุนหลังและใช้เป็นเครื่องมือต่อรอง โดยข่มขู่ว่าจะเคลื่อนไหวยกระดับหากดำเนินการในทางตรงข้ามกับสิ่งที่ฝ่ายตัวเองเรียกร้อง เท่ากับเป็นการนำเอามวลชนสองฝ่ายมาเผชิญหน้ากัน ย่อมมีความสุ่มเสี่ยงสูงที่จะเกิดความรุนแรง กระนั้นก็ตาม ท่ามกลางสถานการณ์ล่อแหลมดังกล่าว ทุกฝ่ายรวมทั้งคู่ขัดแย้งต่างควรพิจารณาว่า องค์กรและหน่วยงานตลอดจนภาคเอกชนที่เป็นส่วนหนึ่งของสังคมของประเทศ อาจเป็นกระจกเงาสะท้อนมุมมองและให้ข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ นำไปสู่หนทางที่เดินออกจากปัญหาวังวนได้ เพียงแต่ขอให้เปิดใจรับฟังด้วยใจเป็นกลางและยึดถือประโยชน์ประเทศเป็นหลัก

               เวทีว่าที่ประธานวุฒิสภาได้นัดหารือกับองค์กรเอกชน และองค์กรตามรัฐธรรมนูญ เพื่อถกแนวทางแก้ไขปัญหามีองค์กรตอบรับจำนวนมาก เพราะสถานการณ์ยามนี้มีความสำคัญต่อความเป็นไปของชาติ อาทิ ศาลฎีกา คณะกรรมการการเลือกตั้ง สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หอการค้าไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เหล่านี้ต่างเป็นองค์กรสำคัญที่เป็นตัวฟันเฟืองขับเคลื่อนประเทศ จึงนับว่าเป็นวาระสำคัญที่จะรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานเหล่านี้ว่ามีข้อเสนอแนะไปในทิศทางไหน แล้วนำมาประมวลให้เกิดแนวทางร่วมกัน ที่ถือว่าเกิดจากการหล่อหลอมของสังคมเพื่อฝ่าออกจากวิกฤติ

               นับเป็นความพยายามที่ดีของวุฒิสภาในการหารือกับทุกส่วนของสังคม ย่อมดีกว่าที่จะรีบร้อนทำตามข้อเรียกร้องของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เพราะนั่นไม่ใช่การตกผลึกจากทุกส่วนเป็นเพียงข้อเสนอของคู่ขัดแย้ง อีกทั้งปมในเรื่องอำนาจตามกฎหมายของผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรียังไม่ได้รับการวินิจฉัยเป็นที่สิ้นสุด ก็ยังเป็นปมทับซ้อน เพราะเกี่ยวพันไปถึงการทูลเกล้าฯ ถวาย และรับสนองพระบรมราชโองการ ทั้งเรื่องการแต่งตั้งประธานวุฒิสภา และการออก พ.ร.ฎ.เลือกตั้ง แม้จะมีข้อถกเถียงและยกเหตุการณ์ครั้งอดีตมาเทียบเคียง แต่วิธีที่กระจ่างชัดที่สุดควรมีการตีความจากองค์กรที่ถือเป็นที่สุดชี้ชัดออกมา เพื่อให้ข้อขัดแย้งกฎหมายเป็นอันยุติไป โดยทุกฝ่ายต้องยอมรับ เช่นเดียวกับข้อเสนอขององค์กรและหน่วยงานต่างๆ ในเรื่องทางออกประเทศที่ต้องยอมรับเช่นกัน