
มือที่มองไม่เห็น
14 พ.ค. 2557
มือที่มองไม่เห็น : บทบรรณาธิการ ประจำวันที่ 14 พฤษภาคม 2557
นับจากนี้ไปสถานการณ์บ้านเมืองกำลังเดินเข้าสู่เส้นทางตีบตันขึ้นทุกขณะ ขยับใกล้สุดปลายทางขึ้นทุกที หลังจากนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งไปแล้ว ปมการเมืองที่แคบลงเรื่อยๆ นั้นจึงนำไปสู่การหาหนทางออกเพื่อให้บ้านเมืองเดินหน้าไปได้ แต่ด้วยเงื่อนไขที่สุดขั้วของแต่ละฝ่ายจึงดูเหมือนจะไม่มีวันเห็นตรงกันได้ หากดูจากแนวทางของแกนนำทั้งสองฝ่ายคือ กปปส.พยายามจะเสนอทางออกด้วยการใช้มาตรา 7 หานายกรัฐมนตรีคนกลาง ขณะที่พรรคเพื่อไทยหรือฝ่ายเสื้อแดงก็พยายามกดดันเพื่อให้มีการเลือกตั้ง ทำให้เกิดสภาพความกดดันขึ้นจึงมีโอกาสเสี่ยงที่จะเกิดการปะทะกัน แม้ทั้งสองฝ่ายจะพยายามหลีกเลี่ยงโดยการใช้วาทกรรมว่าชุมนุมด้วยความสงบก็ตาม แต่ในทางยุทธศาสตร์ทั้งในพื้นที่ส่วนกลางและภูมิภาคกลุ่มประชาชนมีโอกาสเผชิญหน้าจนนำไปสู่การเสียเลือดเสียเนื้อสูงยิ่ง
สภาพการณ์เช่นนี้ย่อมมีความอ่อนไหวเกิดขึ้น เป็นจังหวะของการสร้างสถานการณ์เพื่อเร่งเร้าไม่ว่ากลุ่มคนไหนก็ตามที่ได้รับผลประโยชน์จะเห็นว่าตั้งแต่เริ่มการชุมนุมเมื่อปลายปี 2556 มีการสร้างสถานการณ์มาอย่างต่อเนื่องถึงปัจจุบัน ทั้งเหตุลอบสังหาร ปาระเบิด ทำร้ายกันทั้งสองฝ่าย อาวุธสงครามถูกนำมาใช้อย่างหลากหลาย การควบคุมให้เกิดความสงบของสำนักงานตำรวจแห่งชาติยังไม่ดีพอ อาวุธขนาดหนักยังเล็ดลอดเข้ามาถึงเมืองหลวงอย่างง่ายดาย แม้เจ้าหน้าที่รัฐจะอ้างว่ารู้เบาะแสความเคลื่อนไหวทางการข่าวแต่ยังไม่สามารถจับกุมใครได้ทั้งเหตุการลอบฆ่าแกนนำก็ดี การลอบปาระเบิดใส่กลุ่มผู้ชุมนุมก็ดี การยิงเอ็ม 79 เข้าใส่พื้นที่ชุมนุมหรือจุดสัญลักษณ์สำคัญๆ และไม่เว้นแม้แต่เขตพระราชฐาน เฉพาะอาวุธเอ็ม 79 รวมๆ แล้วกว่า 70 ครั้งยังจับมือใครดมไม่ได้
กระบวนการสืบสวนสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจดูเหมือนยังห่างจากผลสำเร็จเพราะแม้แต่คดีหมิ่นเบื้องสูงที่มีความชัดเจนยังเอาตัวมาลงโทษไม่ได้ ส่วนกลุ่มที่ลงมือใช้อาวุธสงครามนั่นแน่นอนว่ามีความชำนาญ มีความรู้ด้านกฎหมาย ที่สำคัญรู้วิธีการทำงานของตำรวจแทบจะไม่ได้ทิ้งหลักฐานไว้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีช่องโหว่เพียงแต่มีการตั้งข้อสังเกตว่า เพราะที่คนร้ายลงมือแล้วหนีหลุดลอดไปได้โดยไม่มีพยานหลักฐานหรือจับมือใครดมไม่ได้นั้นมีการเมืองเข้ามาแทรกแซงหรือไม่ กำลังเจ้าหน้าที่นับหมื่นนายของตำรวจและทหารที่ออกมาช่วยอุดช่องโหว่อีกนับพันนายไม่ได้ช่วยลดความรุนแรงจากอาวุธสงครามลงได้เลย และยิ่งสร้างเหิมเกริมมากยิ่งขึ้นไปอีกเมื่อมีการใช้อาวุธสงครามในเขตพระราชฐานจนกองบัญชาการตำรวจนครบาลอยู่นิ่งไม่ได้ต้องออกมาจัดกำลังเน้นการดูแลพื้นที่เหล่านี้โดยเฉพาะ เมื่อสถานะทางการเมืองเป็นแบบนี้เจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องต้องเร่งหามือมืดเหล่านี้มาดำเนินคดีให้ได้ไม่เช่นกันโอกาสนองเลือดก็มีสูง



