
สุรชัยในบท'หนังหน้าไฟ'
สุรชัยในบท'หนังหน้าไฟ' : ขยายปมร้อน โดยศรุติ ศรุตา
หลังจากได้รับเลือกตั้งจนได้เป็นว่าที่ประธานวุฒิสภาแล้ว สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ก็เดินหน้าเข้าคลุกวงในกับสถานการณ์การเมืองในปัจจุบันทันที
จะเรียกว่าเป็นชะตากรรมก็ว่าได้ เพราะชื่อ สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย นั้นถูกเอ่ยถึงตั้งแต่ครั้ง ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ยังไม่ได้ตัดสินใจยุบสภา ตั้งแต่ ประธานสภาผู้แทนราษฎร สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ และประธานวุฒิสภา นิคม ไวยรัชพานิช ยังไม่ถูกสั่งให้ยุติการปฏิบัติหน้าที่
สุรชัย ถูกฝ่ายตรงกันข้ามมองว่า เป็นจิ๊กซอว์ที่วางเรียงกันต่อเนื่องกับจิ๊กซอว์ตัวอื่นๆ เพียงแต่เป็นตัวท้ายๆ ที่ "ภาพ" ได้ปรากฏชัดในก่อนหน้านี้แล้ว
สุรชัย ถูกวางให้ก้าวขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่เสนอชื่อบุคคลที่ "เหมาะสม" ขึ้นไปดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
ขณะที่ สุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส.เอง ก็เปิดไต๋ว่า ต้องการให้ว่าที่ประธานวุฒิสภาไปหารือกับ ประธานศาลฎีกา ประธานศาลปกครองสูงสุด ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) หาทางออกให้ประเทศ ด้วยการร่วมกันเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีคนใหม่
แต่ด้วยเพราะการกระทำดังกล่าว ไม่มีกฎหมาย ไม่มีรัฐธรรมนูญรองรับ เพราะบัญญัติไว้ชัดเจนว่า นายกรัฐมนตรีต้องมาจากการเลือกตั้ง อีกทั้งขณะนี้ รัฐบาลรักษาการก็ยังคงปฏิบัติหน้าที่อยู่ จึงทำให้เกิดปัญหาและความไม่มั่นใจว่าจะได้รับการยอมรับหรือไม่
ที่แน่ๆ ทางฝ่ายพรรคเพื่อไทยได้ร้องต่อ ป.ป.ช. ให้เล่นงาน สุรชัย ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 กรณีเสนอพระราชกฤษฎีกา(พ.ร.ฎ.)เรียกประชุมวุฒิสภา สมัยวิสามัญ วันที่ 2-10 พฤษภาคม 2557 ที่เดิมขอประชุมวุฒิสภาสมัยวิสามัญ เพื่อแต่งตั้ง กรรมการ ป.ป.ช.และศาลปกครอง แต่กลับสอดไส้วาระเลือกประธานวุฒิสภาเข้าไปด้วย
ประเด็นเดียวกันนี้นี่เองที่เป็นเหตุให้ นิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรีอ้างเหตุได้ว่า ยังไม่นำชื่อ สุรชัย ขึ้นกราบบังคมทูล เพื่อโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นประธานวุฒิสภา เพราะไม่แน่ใจว่า การประชุมเลือกประธานวุฒิสภาดังกล่าวนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
แม้เรื่องจะค้างคากันอยู่ด้วยเหตุการเมืองและข้อกฎหมายที่ยังหาทางไปไม่ได้ แต่สถานการณ์บ้านเมืองไม่อาจรั้งรอ
จึงเป็นที่มาของการประชุมวาระพิเศษของวุฒิสภา
ทางเปิดก็เพื่อหาช่องทางออกให้แก่ประเทศ แต่ความจริงแล้ว นี่คือวิธีการหนึ่งที่ป่าวประกาศต่อผู้คนทั้งประเทศว่า วุฒิสภากำลังจะเดินเครื่องในเรื่องนี้
พูดง่ายๆ ขอฉันทานุมัติแบบคร่าวๆ
โดยที่ประชุมมีการพูดถึงขั้นตอนว่าจะดำเนินการกันอย่างไร เริ่มจากการ "เร้า" ด้วยการชี้ให้เห็น "ทางตัน" ของประเทศ ที่ไม่รู้จะหาคนกลาง หรือหาข้อกฎหมายใดมาคลี่คลายได้ เพราะเลือกตั้งไม่ได้ ไม่มีรัฐบาลใหม่ รัฐบาลรักษาการก็ไร้ซึ่งศักยภาพในการบริหารประเทศ เพราะเป็นรัฐบาลรักษาการ ที่จะทำอะไรก็ต้องระแวดระวังว่าจะขัดกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 181
เรียกได้ว่า เดินหน้าไม่ได้ ถอยหลังไม่ได้ หันซ้ายก็ติดฝา หันขวาก็ติดกำแพง !
เมื่อประเทศมาถึงทางตัน หากวุฒิสภาไม่ใช้ความกล้าหาญเข้าแก้ปัญหาแล้ว บ้านเมืองจะยิ่งเสียหายไปมากกว่านี้
จากนั้นก็มาสู่ขั้นตอนการก้าวไปข้างหน้า ที่ไม่ได้อาศัยแค่มาตรา 7 หากแต่ยังมีมาตรา 3 ประกอบไปด้วย
มีการเสนอให้สมาชิกวุฒิสภาร่วมกันลงชื่อสนับสนุนให้ สุรชัย ไปดำเนินการหารือกับ ประธานศาสฎีกา ประธานศาลปกครองสูงสุด ประธานศาลรัฐธรรมนูญ และประธาน กกต.
ต่อให้มีตัวประคองอย่างกองทัพคอยดูแลความสงบเรียบร้อยตามขั้นตอน เพราะกองทัพย้ำหลายต่อหลายหนแล้วว่า ให้ทุกฝ่ายเดินตามครรลองของกฎหมาย แต่งานนี้ สุรชัย ที่จำต้องเล่นบท "นำเดี่ยว" หรือ "หนังหน้าไฟ" คงจะต้องเผชิญกับแรงกดดันอย่างหนัก
น่าดีใจตรงที่ บทของ สุรชัย นั้นยังดีกว่า บทของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ออกมายื่นข้อเสนอต่อทุกฝ่ายในก่อนหน้านี้
การผสานรอยแยกของสังคมที่เกิดขึ้นมานานนั้น ทุกคนรู้ดีว่า มันยากเสียยิ่งกว่าเข็นครกขึ้นภูเขา แต่จะมีสักกี่คนที่มีโอกาสในการทำจุดเริ่มต้นให้เป็นความจริง
.................................
(หมายเหตุ : สุรชัยในบท'หนังหน้าไฟ' ขยายปมร้อน โดยศรุติ ศรุตา)



