
ทะเลจีนใต้ท้าทายอาเซียน
ทะเลจีนใต้ท้าทายอาเซียน : โลกสาระจิปาถะ โดยกวี จงกิจถาวร
การประจันหน้าระหว่างจีนกับเวียดนามครั้งล่าสุด รวมทั้งลูกเรือจีนถูกฟิลิปปินส์กักตัวในช่วงเวลาเดียวกันไว้ เป็นลางร้ายที่บ่งชัดว่า ความขัดแย้งในทะเลจีนใต้กำลังจะบานปลาย อาจจะทำให้เกิดการปะทะกันด้วยกำลังได้ ถ้าประเทศคู่ขัดแย้งยังไม่หันหน้าเข้าเจรจากัน
เหตุการณ์แบบนี้สามารถทำให้เกิดสภาวะอันตรายที่สุด ถึงกับมีการประกาศสงครามได้ เนื่องจากข้อมูลต่างๆ ที่ออกมาจากสถานที่เกิดเหตุ ยากที่จะเข้าถึงและพิสูจน์ทราบได้ทันที เพราะอยู่กลางมหาสมุทรแปซิฟิกในทะเลจีนใต้ ที่กว้างใหญ่ ซึ่งมีพื้นที่มากกว่า 3 ล้านตารางนอตติเกิลไมล์
ฉะนั้นการตรวจสอบข้อมูลในฉับพลันทำไม่ได้ มันจะเป็นสาเหตุหลักทำให้ผู้กำหนดนโยบายด้านความมั่นคงที่อยู่ในเมืองหลวงต่างๆ เช่น ในกรุงปักกิ่ง กรุงฮานอย และกรุงมะนิลา ซึ่งอยู่ไกลจากสถานที่เกิดเหตุ ต้องประเมินสถานการณ์หรือเดาซุ่มสถานการณ์เอาเอง
ที่น่าสนใจคือ เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่สถานการณ์โลกในปัจจุบันไม่ค่อยมีเสถียรภาพและความมั่นคง หลังจากรัสเซียเข้าครอบครองไครเมียแล้ว ทั้งสหรัฐอเมริกาและยุโรปไม่สามารถตอบโต้อะไรได้เลย ทำให้ระเบียบโลกหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ถูกทำลายทันที
มีหลายประเทศรวมทั้งอาเซียนแสดงความกังวลว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในยูเครนเมื่อเร็วๆ นี้สามารถเกิดขึ้นได้ในทะเลจีนใต้ ปัญหาหนักอกของประชาคมโลกอีกเรื่องคือ ความเป็นผู้นำของสหรัฐอเมริกานั้นไม่เหมือนในสมัยสงครามเย็น ตอนนี้อ่อนแอลงและไม่มีบารมีเหมือนก่อน ปัญหาภายในประเทศและภาวะเศรษฐกิจตกต่ำของสหรัฐอเมริกา กอปรกับการเติบโตเศรษฐกิจและแสนยานุภาพทางการเมืองของจีน เริ่มส่งผลต่อบทบาทและท่าทีของสหรัฐอเมริกาในภูมิภาค
ฉะนั้น อาเซียนจะพึ่งประเทศอื่นๆ รวมทั้งสหรัฐอเมริกาเแบบที่ทำกันมาตลอดในอดีตไม่ได้อีกแล้ว ความเป็นน้ำหนึ่งเดียวกันของอาเซียน (ASEAM Centrality) จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด มันสามารถเพิ่มอำนาจการต่อรองของอาเซียนกับจีนในประเด็นความขัดแย้งในทะเลจีนใต้
ที่ผ่านมา อาเซียนเห็นว่าปัญหาในทะเลจีนใต้เป็นเรื่องทวิภาคีระหว่างจีนกับเวียดนาม ฟิลิปปินส์ บรูไน และมาเลเซีย สมาชิกอาเซียนอื่นๆ ไม่เกี่ยวข้อง ที่เป็นข่าวทุกวัน คือ ความขัดแย้งระหว่างจีนกับเวียดนามและฟิลิปปินส์ ทั้งคู่เห็นว่าจีนมีท่าทีแข็งกร้าว และต้องการเห็นอาเซียนมีจุดยืนรวมกันในเรื่องนี้ชัดเจนมากกว่านี้ ในการประชุมสุดยอดอาเซียนในสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ในกรุงเนปิดอว์ ผู้นำอาเซียนมีการพูดคุยกันเรื่องนี้ แต่ยังระมัดระวังท่าทีตัวเอง
ในที่สุดความสามัคคีของอาเซียนจะเป็นพลังเดียวสามารถทำให้อาเซียนอยู่ได้รอดปลอดภัยจากแรงกดดันของมหาอำนาจจีน ที่เป็นอยู่ในขณะนี้สมาชิกอาเซียนต่างฝ่ายต่างอยู่ ยังไม่มีการรวมพลังกันอย่างแท้จริง เนื่องจากสมาชิกอาเซียนแต่ละประเทศมีการพัฒนาสัมพันธ์กับจีนในระดับแตกต่างกัน มีความเข้มข้นไม่เท่ากัน ไม่ต้องการให้กระทบกระเทือนความสัมพันธ์ทวิภาคี กับจีน
ก่อนหน้านี้ ในเดือนมีนาคม ปี 1995 ช่วงที่เกิดวิกฤติในหมู่เกาะมิสชีฟรีฟ (Mischief Reef) ในประเทศฟิลิปปินส์ อาเซียนแสดงพลังสนับสนุนฟิลิปปินส์ด้วยการออกแถลงการณ์ร่วมประณามจีนอย่างแข็งขัน อาเซียนมีจุดยืนร่วมได้ง่ายในตอนนั้น สาเหตุหลักคือ จีนยังไม่ได้เป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก ยังไม่มีการค้าขายและการลงทุนมากมายเหมือนในปัจจุบัน ที่มีจีนเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งเกือบทุกประเทศในอาเซียน
ในยุคนี้ มีความจำเป็นที่อาเซียนต้องพยายามแสวงหาจุดร่วมใหม่ มิฉะนั้นประเด็นข้อพิพาทในทะเลจีนใต้จะทำให้อาเซียนนั้นแตกสลายได้ ไม่สามารปกป้องสมาชิกอาเซียนที่มีความขัดแย้งกับจีน
ในฐานะประเทศประสานงานของสายสัมพันธ์จีน-อาเซียน บทบาทไทยสำคัญมากในการชักจูงให้คู่ขัดแย้งหันหน้าเข้ามาเจรจากันทันที ถ้าปล่อยไปนานวันอาจจะสะสมความเกลียดชังและเพิ่มอุณหภูมิการใช้กำลังปะทะกัน ไทยต้องเรียกประชุมด่วนในเรื่องนี้
เมื่อเร็วๆ นี้อาเซียนได้พบปะกับจีนในระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสที่พัทยา มีการแลกเปลี่ยนประเด็นและจุดยืน ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องต้องกัน เพื่อนำมาศึกษา เสนอแนะต่อไป ในการร่างแผนการปฏิบัติงานที่มีข้อผูกมัดในการสร้างสันติภาพในทะเลจีนใต้



