คอลัมนิสต์

ร่วมตอกย้ำปฏิรูปการเมือง

ร่วมตอกย้ำปฏิรูปการเมือง

13 พ.ค. 2557

ร่วมตอกย้ำปฏิรูปการเมือง : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 13 พฤษภาคม 2557

               สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยได้นำเสนอข้อมูลจากการคาดการณ์สถานการณ์ทางการเมือง อันจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศ ว่า หากเหตุการณ์ไม่รุนแรงมากนัก แต่ยืดเยื้อไปถึงปลายปี คาดหมายว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือจีดีพี จะอยู่ในระดับ 0 เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าหากเกิดความรุนแรงขึ้น คาดหมายว่า จีดีพีจะติดลบประมาณ 1% หรือพูดง่ายๆ ก็คือ ภาวะเศรษฐกิจอยู่ในอาการทรงกับทรุดเท่านั้น ไม่มีอะไรที่จะดีไปกว่านี้ได้แล้ว ซึ่งอาจจะมีกรณียกเว้นอยู่บ้าง ก็คือ ข้อขัดแย้งสามารถยุติลงได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยาก หรือแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยด้วยซ้ำ ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่าแต่ละฝ่ายยังคงมั่นคงอยู่ในจุดยืนของตนเอง ไม่มีทีท่าว่าจะลดราวาศอกลงแต่อย่างใด

               ยิ่งไปกว่านั้น ภายในเวลาอย่างน้อยก็สัปดาห์นี้ อุณหภูมิการเมืองกลับมาเพิ่มระดับความร้อนแรงขึ้นอีกครั้งหนึ่ง และหลายฝ่ายกำลังจับตากันเป็นพิเศษ เพราะมีแนวโน้มว่า อาจจะออกไปในทางใดทางหนึ่ง ด้วยว่าความขัดแย้งได้ดำเนินมาใกล้ถึงบทอวสานเต็มทีแล้ว หลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยให้ความเป็นรัฐมนตรีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และรัฐมนตรีอีก 9 ราย ต้องสิ้นสุดลง ขณะที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตัดสินว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์เพิกเฉยต่อการทุจริตโครงการรับจำนำข้าวราวของรัฐบาลที่เกิดความเสียหายถึง 3 แสนล้านบาท และส่งเรื่องให้วุฒิสภาถอดถอนออกจากตำแหน่ง ซึ่งอนาคตของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ดูจะมืดมนทันที เพราะนอกจากถ้าวุฒิสภามีมติถอดถอนจะต้องเว้นวรรคการเมือง 5 ปีแล้ว ยังมีแนวโน้มว่าจะถูกดำเนินคดีอาญามาตรา 157 ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่อีกด้วย อันถือเป็นอีกหนึ่งแรงกดดันให้ก้าวไปสู่จุดวิกฤติด้วยทางหนึ่งทางใด

               การแสดงความห่วงในต่อตัวเลขความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอ้างอิงสถานการณ์ใน 2 ระดับ ทั้งยืดเยื้อและรุนแรง ซึ่งเป็นการคาดการณ์จากความเป็นไปได้ของเหตุการณ์ด้วยปัจจัยเสี่ยงต่างๆ หลายด้านอย่างที่เห็นและกำลังเป็นไป ดังนั้น ถึงเวลานี้จึงเห็นว่าทุกฝ่ายที่เคยออกมาแสดงท่าที เสนอความเห็นต่างๆ มาก่อนหน้านี้ ควรจะต้องแสดงตัวเพื่อร่วมกันหาทางออกให้ได้อีกครั้ง เพราะตราบใดที่ทั้งภาครัฐ และเอกชนซึ่งเป็นองค์กรระดับนำของสังคมเพิกเฉยต่อสถานการณ์ ย่อมมีแนวโน้มเป็นไปได้ว่า การเผชิญหน้ากันของสองฝ่ายจะถูกชักนำไปสู่ความสูญเสียได้ทุกชั่วโมงทุกนาที

               ในสัจธรรมความเป็นจริง ไม่มีปัญหาใดในโลกที่ไม่สามารถหาทางออกได้ เว้นเสียแต่ว่า บรรดาผู้ที่มีส่วนร่วมในการแก้ไขนอกจากจะนิ่งดูดายแล้ว ยังเผลอทำตัวเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาเข้าไปด้วย ในวันนี้จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่องค์กรระดับนำจะต้องหันหน้าเข้าหากันเพื่อร่วมกันตอบโจทย์ให้ได้ว่า เมื่อมีข้อปุจฉาที่ว่า ไม่ว่าบทสรุปจะออกมาทางใด เช่น นายกฯ คนกลาง รัฐประหารล้มกระดาน เสื้อแดงชนะ รัฐบาลนำทุกฝ่ายสู่การเลือกตั้ง ฝ่าย กปปส.สามารถสถาปนารัฏฐาธิปัตย์ขึ้นมาได้ ฯลฯ ปัญหาความขัดแย้งก็ใช่ว่าจะจบลง คำวิสัชนาจึงน่าจะมาจากทุกฝ่ายที่เห็นพ้องมาก่อนหน้าว่า ถึงอย่างไรก็ต้องปฏิรูปการเมืองโดยเร็ว ไม่มีทางอื่นใดนอกจากนี้อีกแล้ว