
สถานการณ์หลังคำพิพากษา
08 พ.ค. 2557
ขยายปมร้อน : สถานการณ์หลังคำพิพากษา : โดย...ศรุติ ศรุตา
มติเอกฉันท์ 9 ต่อ 0 ของศาลรัฐธรรมนูญ ทำให้ระยะเวลา 2 ปี 9 เดือน กับอีก 2 วัน บนตำแหน่ง นายกรัฐมนตรีของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร สิ้นสุดลง
ถึงแม้ว่า ในเย็นวันเดียวกันนั้น ยิ่งลักษณ์ จะแถลงในทำนองว่า ตลอดระยะเวลาที่ทำหน้าที่นายกรัฐมนตรี ไม่เคยมีพฤติกรรมอย่างที่ถูกกล่าวหา นั่นก็ไม่ได้อยู่เหนือความคาดหมายเท่าใดนัก
แต่ท่าทีของฝ่ายรัฐบาลที่เรียกประชุม ครม.นัดพิเศษ และมีมติแต่งตั้ง นิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล มารักษาการนายกรัฐมนตรี นั่นก็หมายความว่า ด้วยจำนวนรัฐมนตรีที่เหลือรอดจากดาบของศาลรัฐธรรมนูญอีก 24 ชีวิต จะเดินหน้าสู้ต่อไป
คงจะมีคำถามว่า แล้วสถานการณ์จะเดินไปอย่างไร ในเมื่อกำหนดนัดของ ป.ป.ช. ก็มีขึ้นแล้วว่า น่าจะมีการชี้มูลคดีโครงการจำนำข้าวในวันที่ 8 พฤษภาคม ?
เป็นสถานการณ์เลวร้ายที่ประดังเข้าสู่รัฐบาลรักษาการอย่างต่อเนื่อง โดยที่รัฐบาลรักษาการและพรรคเพื่อไทย แม้กระทั่งคนเสื้อแดง รวมทั้ง ศอ.รส. ยากที่จะหาช่องทางใดไปต่อกร เพราะศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้ก้าวล่วงไปถึงขั้นให้ ครม.ทั้งคณะต้องสิ้นสุดการปฏิบัติหน้าที่ ดังที่มีเสียงขู่เอาไว้ก่อนหน้านี้
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ที่จะเป็นไปได้จากนี้ก็คือ
1.กระบวนการออกพระราชกฤษฎีกาเพื่อกำหนดวันเลือกตั้งจะต้องถูกเร่งเร้าจากปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีคนใหม่ พร้อมเครือข่ายรัฐบาลที่จะเรียกร้องให้ กกต.เลิกหาข้ออ้างเพื่อยืดเวลากำหนดวันเลือกตั้งออกไป
2.ในขณะที่ซีกตรงข้ามรัฐบาล โดยเฉพาะ "วุฒิสภา" ก็จะต้องเรียกหาความชอบธรรมของรัฐบาลรักษาการ ที่แต่เดิมกลไกในการบริหารประเทศก็กระท่อนกระแท่น ทำได้แบบจำกัดจำเขี่ยที่รัฐธรรมนูญอนุญาตให้ทำ แต่เมื่อเหลือเพียงแค่ 24 คน สภาพก็ยิ่งพิกลพิการ ก็จะถูกเรียกร้องให้รับผิดชอบประเทศด้วยการลาออกไปทั้งหมด เพื่อเปิดทางให้มีการเลือกนายกฯ เฉพาะกาล เข้ามาตั้ง ครม.บริหารประเทศ
แน่นอน...แนวทางนี้จะต้องถูกต่อต้านจากฝ่ายรัฐบาลว่า แนวทางเช่นนั้นจะขัดต่อรัฐธรรมนูญ ที่กำหนดให้ นายกรัฐมนตรีต้องมาจากการเลือกตั้ง
3.เมื่อบ้านเมืองมาถึงทางตัน จนขยับอะไรไม่ได้แล้ว มีรัฐบาลรักษาการที่บริหารประเทศไม่ได้ และมีแนวโน้มว่าจะเกิดความขัดแย้งรุนแรงมากขึ้น ก็จะเกิดภาวะสุ่มเสี่ยงที่จะทำให้ "อำนาจนอกรัฐธรรมนูญ" เข้ามาบริหารจัดการกลไกประเทศอีกครั้ง
สถานการณ์ภายหลังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ แม้จะไม่เข้า "จุดตาย" ที่ฝ่ายรัฐบาลและมวลชนที่หนุนหลังขู่เอาไว้ แต่เมื่อถูกทำให้กลายเป็นอัมพาตขยับอะไรไม่ได้ ครั้นจะเร่งเร้าให้มีการเลือกตั้ง ก็ถูกยื้อถูกสกัด ทำให้การประเมินสถานการณ์ของฝ่ายความมั่นคงออกไปในทางที่ "น่าเป็นห่วง" โดยที่ไม่ต้องรอให้ถึงกำหนดนัดของ นปช.ที่ ถนนอักษะ ในวันที่ 10 พฤษภาคม หรือวันที่ 14 พฤษภาคม ของกลุ่ม กปปส.ที่นัดชุมนุมใหญ่
เพราะการชุมนุมของทั้งสองฝ่ายนั้น พยายามแสดงให้เห็นว่า นี่คือการชุมนุมตามรัฐธรรมนูญ สงบ สันติและปราศจากอาวุธ
แต่การชุมนุมของ นปช.นั้นมีการประเมินกันคร่าวๆ ว่า คงจะไม่เข้าเป้าเช่นเคย เนื่องจากกำหนดนัดวันเลือกตั้งนั้นยังไม่มีความชัดเจน การรวบรวมคนให้เดินทางมาร่วมกันจำนวนมากๆ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีค่าใช้จ่าย คำถามคือใครจะทุ่มทุนให้ในเมื่อกำหนดวันเลือกตั้งยังไม่มีความชัดเจน
ที่สำคัญภายหลังการสิ้นอำนาจของ ยิ่งลักษณ์ นั้นส่งผลอย่างรุนแรงในเรื่องของ "ขั้วอำนาจ" ที่แม้จะเป็นคนใกล้ชิดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ขึ้นมารักษาการเก้าอี้นายกรัฐมนตรี แต่เมื่อไม่ใช่สายตรงที่เป็นเครือญาติ ดุลอำนาจย่อมเปลี่ยนไป
โดยเฉพาะ "ตำรวจ" ที่คำสั่งจากเบื้องบนลงไปทุกภาคส่วน โดยเฉพาะ "กองปราบปราม" นับจากนี้ให้จัดการได้เต็มที่
เป้าหมายที่ถูกกำหนดเอาไว้ก่อนหน้านี้ราว 270 เป้าหมาย เริ่มถูกประกบ บ้างก็ถูกไล่ล่า อย่างกรณี "โกตี๋" หรือ "ตั้ง อาชีวะ" ที่ต้องหนีไม่คิดชีวิต
ถึงแม้กลไกอำนาจที่หันมาจัดการกับการละเมิดกฎหมายอย่างจริงจัง แต่ก็ไม่มีใครกล้าเอ่ยปากบอกว่า ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยออกมาเช่นนี้แล้ว นี่คือจุดสิ้นสุดของวิกฤติการณ์ เพราะภายในใจนั้น เสียงดังสนั่นว่า นี่มันจุดเริ่มต้นชัดๆ !
แต่จะเป็นจุดเริ่มต้นเพื่อไปสู่อะไรใน 3 สถานการณ์ กำหนดวันเลือกตั้ง หรือเลือก นายกฯ เฉพาะกาล หรือ ยึดอำนาจ สถานการณ์จากนี้ไปจะเป็นตัวชี้วัด
-----------------------
(ขยายปมร้อน : สถานการณ์หลังคำพิพากษา : โดย...ศรุติ ศรุตา)



