คอลัมนิสต์

เราต้องการการปฏิรูปจริงหรือ

เราต้องการการปฏิรูปจริงหรือ

06 พ.ค. 2557

เราต้องการการปฏิรูปจริงหรือ : บทบรรณาธิการประจำวันที่6พ.ค.2557

               ข้อเสนอ 9 ข้อที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เสนอมานั้น ไม่แปลกใจที่คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือ กปปส. จะมีท่าทีตอบรับ เพราะเป็นแนวทางแทบจะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เพียงแต่เห็นว่าเป็นเรื่องของพรรคการเมือง ไม่เกี่ยวกับกระบวนการเคลื่อนไหวของประชาชน ในขณะที่พรรคเพื่อไทยนั้น บรรดาแกนนำต่างก็พูดกันชัดเจนแล้วว่า ไม่เห็นด้วย โดย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นั้น ยังคงไม่มีท่าทีอะไรแสดงออกมา

               ฝ่ายที่อยู่จุดกลางๆ อย่าง นายโคทม อารียา จากสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล ก็อดไม่ได้ที่จะออกมาแสดงความเห็น ที่แม้จะรู้สึกผิดหวังต่อข้อเสนอของนายอภิสิทธิ์ แต่ก็ให้กำลังใจในความพยายาม พร้อมกับเสนอให้พรรคเพื่อไทยยกร่างข้อเสนอมาด้วย เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนกัน ในขณะเดียวกัน นายโคทมก็พยายามที่จะเสนอแนวทางแก้ไขปัญหามาด้วยเช่นกัน

               การตั้งคำถามที่ดูจะแปลกแยกไปจากกระแสสังคมที่เป็นอยู่ในขณะนี้ นับว่าไม่ใช่เรื่องง่ายเลย โดยเฉพาะสังคมที่ยังคงเต็มไปด้วยความขัดแย้ง และการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย รวมไปถึงการชุมนุมที่มีผู้คนเชื่อว่า การทำเช่นนั้นจะสามารถไปสู่เป้าหมายที่ตั้งเอาไว้ได้ ดังนั้นการตั้งคำถามว่า เอาเข้าจริงแล้วเราต้องการการปฏิรูปในด้านต่างๆ กันจริงหรือ ซึ่งการตั้งคำถามเช่นนี้ ไม่ได้หมายความว่า มองไม่เห็นหรือสัมผัสปัญหาที่มีอยู่ไม่ได้ หากแต่มีคำถามว่า ด้วยกลไกที่มีอยู่ในวันนี้ ไม่สามารถทำให้ปัญหาเหล่านั้นทุเลาเบาบางลงได้เลยหรือ

               ทุกครั้งที่มีการพูดถึงการปฏิรูป เรามักจะมองเห็นว่า จะต้องมีการแก้ไขกฎกติกาที่ใช้ร่วมกันอยู่ โดยเฉพาะรัฐธรรมนูญ ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วปัญหาประเทศที่สะสมกันมาอย่างต่อเนื่องนั้น ส่วนใหญ่แล้วเกิดจากการละเมิดกฎหมาย และการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่เป็นธรรม ปัญหาการแอบอิงกับขั้วอำนาจเพื่อการเจริญเติบโตแบบก้าวกระโดด จนกลายเป็นว่า ถ้าอยากเติบโต จะต้องเลือกข้าง เลือกพวก และยินยอมที่จะหลับตาข้างหนึ่งเพิ่มเอื้อประโยชน์ให้แก่กลุ่มการเมืองที่เรืองอำนาจ

               ระหว่างเนื้อหาของกฎหมาย รวมทั้งรัฐธรรมนูญที่บังคับใช้อยู่ในปัจจุบัน กับผู้คนที่เชื่อมั่นในกฎหมู่พร้อมจะละเมิดกฎหมาย เข้าสู่ช่วงประลองกำลังกันอีกครั้ง หลังจากครั้งล่าสุดที่เรียกขานกันว่า "ปฏิรูปการเมือง" ด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาแล้วในยุคที่ นายบรรหาร ศิลปอาชา เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งครั้งนั้นพากันดีอกดีใจกันว่า ได้รัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย มีองค์กรอิสระ มีรัฐบาลที่เข้มแข็ง แต่หลังจากนั้นไม่นาน องค์กรอิสระบางแห่งก็กลายเป็นเครื่องมือของฝ่ายการเมืองที่มีอำนาจกว้างไกลตามแนวทางของรัฐธรรมนูญที่ต้องการรัฐบาลที่เข้มแข็ง

               รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันก็เช่นกัน เสียงวิพากษ์วิจารณ์เนื้อหานั้นหนักไปกว่าฉบับก่อนหน้านั้น เพราะเห็นว่าเนื้อหาที่เขียนขึ้นมาใหม่นั้น จงใจที่จะกีดกันกลุ่มการเมืองบางกลุ่มให้พ้นจากวงจรอำนาจ จึงเกิดการแก้ไขรัฐธรรมนูญและนำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติกับฝ่ายตุลาการ และนำมาซึ่งคำถามว่า แท้จริงแล้วหากการปฏิรูปการเมืองหมายถึงการแก้ไขกฎกติกาของบ้านเมืองจะนำมาซึ่งความสงบสุขได้จริงหรือไม่ หรือได้เฉพาะช่วงที่ฝ่ายกุมอำนาจยังรักษาอำนาจเอาไว้ได้เท่านั้น