
นับหนึ่งปฏิรูปการเลือกตั้ง
นับหนึ่งปฏิรูปการเลือกตั้ง : บทบรรณาธิการประจำวันที่4พ.ค.2557
ทางออกประเทศไทยที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เดินสายหารือบุคคลสำคัญในบ้านเมือง ทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อชี้แจงเกี่ยวกับการแก้ไขวิกฤติชาติ ดูจะเป็นการสูญเปล่าจากนักเลือกตั้งซีกตรงข้าม ที่ไม่เพียงแต่จะปิดหูปิดตาไม่รับฟังแล้ว ยังกระแนะกระแหนว่าเป็นการสร้างภาพตัวเองบ้าง หรือพรรคประชาธิปัตย์ตกขบวนรถด่วนสาย กปปส. จึงต้องออกมาแย่งซีนลุงกำนันบ้าง เลยเถิดไปถึงการที่หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ประกาศเว้นวรรคทางการเมืองหากรัฐบาลรับข้อเสนอการแก้ไขวิกฤติชาติก็ถูกมองว่าเป็นการแก้เกี้ยวกรณีคดีความเรื่องการเกณฑ์ทหาร ทั้งที่เจ้าตัวยืนยันชัดว่า ไม่มีเรื่องผลประโยชน์ ไม่มีการแลกเปลี่ยนทางการเมือง และไม่ได้เป็นการทำงานหาทางออกให้แก่รัฐบาล แต่เพื่อประเทศชาติเป็นสำคัญ
โรดแม็พของอดีตนายกรัฐมนตรี ที่ประกาศไปเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม ดูสอดรับกับแนวทางของมวลมหาประชาชนและภาคประชาชน รวมถึงแนวร่วมกลุ่มต่างๆ ที่จะให้ชะลอการตรา พ.ร.ฎ.เลือกตั้งออกไปครึ่งปี เปิดโอกาสให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ออกระเบียบกฎเกณฑ์เพื่อปฏิรูปการเลือกตั้ง ดำเนินการไปพร้อมๆ กับกระบวนการปฏิรูปประเทศ โดยให้นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีลาออกจากรักษาการและให้วุฒิสภาจัดตั้งรัฐบาลคนกลางขึ้นมาวางกรอบการปฏิรูป แล้วก็นำเสนอทำประชามติ ก่อนที่จัดให้มีการเลือกตั้งภายใต้กฎเกณฑ์ของ กกต.ใหม่ โดยมีรัฐบาลเฉพาะกิจขึ้นมาบริหารประเทศจะสามารถทำงานได้ตามอำนาจหน้าที่ และต่อยอดการปฏิรูปการเมืองให้แล้วเสร็จใน 1 ปี แล้วจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่
เงื่อนไขที่นายอภิสิทธิ์เสนอมานั้น เป็นสิ่งที่ทราบดีอยู่แล้วว่า รัฐบาลต้องปฏิเสธ โดยมองว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญปัจจุบันอย่างร้ายแรง เป็นการทำลายหลักประชาธิปไตย และไม่ใช่ข้อเสนอใหม่ โดยเฉพาะการตั้งนายกรัฐมนตรีคนนอก ยังคงดันทุรังที่จะเดินหน้าเลือกตั้งให้ได้โดยไม่สนใจปัญหาวิกฤติบ้านเมืองในขณะนี้ คาดหวังเพียงแค่ให้ตัวเองกลับมาอยู่ในศูนย์กลางอำนาจด้วยวิถีทางการเมืองที่เรียกว่าประชาธิปไตยแบบเก่าๆ หวังใช้มวลชนที่สนับสนุนตัวเองมากดดันข่มขู่คุกคามศาลรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่กำลังจะวินิจฉัยชี้ชะตาการสิ้นสภาพของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กรณีโยกย้ายไม่ชอบด้วยกฎหมาย และคดีทุจริตจำนำข้าว
รัฐบาลเองก็รู้ว่า การเลือกตั้งในวันที่ 20 กรกฎาคม สุ่มเสี่ยงต่อการสูญเปล่าของงบประมาณจำนวน 3,880 ล้านบาท ราคาเดียวกับเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ที่ต้องเป็นโมฆะ ประชาชนจะไม่ได้ประโยชน์อะไร ที่ผ่านมาฝ่ายการเมืองพูดแต่ว่าต้องเลือกตั้ง แต่ไม่รับฟังเสียงประชาชนที่เรียกร้องปฏิรูป การเลือกตั้งที่ก่อให้เกิดความไม่สงบจะทำให้คนต้องเสียสละมากมาย กรณีนายอภิสิทธิ์ประกาศไม่ลงเลือกตั้ง ส่งสัญญาณไปยังพรรคประชาธิปัตย์ก็คงจะไม่ลงเลือกตั้งด้วย ทำให้สภาได้ฝ่ายค้านที่ไม่มีประสิทธิภาพ เกิดอนาธิปไตย นอมินีนักเลือกตั้งจะพรึ่บเต็มสภา แล้วจะมีประโยชน์อะไร จะมีก็แต่พวกนักเลือกตั้งกลุ่มเดิมๆ กลับเข้ามายึดครองประเทศอย่างชอบธรรมกับการยึดโยงประชาธิปไตยจอมปลอมกระนั้นหรือ อย่างน้อยก็อาจจะสร้างบรรยากาศที่ดีต่อกันด้วยการปฏิรูปการเลือกตั้งก่อนก็ยังดี



