
เจ้าหน้าที่รัฐไทยกับอนุสัญญาต่อต้านการทรมาน(CAT)
เจ้าหน้าที่รัฐไทยกับอนุสัญญาต่อต้านการทรมาน(CAT): กระดานความคิด โดยกอร์ปกุล วินิจนัยภาค รองอัยการพิเศษฝ่ายคุ้มครองสิทธิประชาชนระหว่างประเทศ
อนุสัญญาต่อต้านการทรมานฯ ( Convention against Torture and Other Cruel, Inhuman or Degrading Treatment or Punishment : CAT ) เป็นสนธิสัญญาระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชน ที่สมัชชาสหประชาชาติตกลงรับรองเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2527 อนุสัญญานี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับการกระทำการสองประการที่ต้องห้ามเด็ดขาด ไม่ว่าในสถานการณ์หรือข้ออ้างใดๆ ไม่ให้เจ้าพนักงานของรัฐกระทำการ รวมทั้งละเว้นกระทำการ ยุยง ยินยอม หรือรู้เห็นเป็นใจให้มีการกระทำการทรมาน การปฏิบัติหรือการลงโทษอื่นที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรมหรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี ซึ่งรัฐภาคีของอนุสัญญามีพันธะกรณีจะต้องปฏิบัติ โดยการจัดให้มีและใช้มาตรการต่างๆทั้งทางนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการกระทำดังกล่าวกับทั้งต้องชดใช้เยียวยาด้วยวิธีการต่างๆ แก่ผู้ตกเป็นเหยื่อและผู้ได้รับผลกระทบ รวมทั้งการลงโทษเจ้าพนักงานที่กระทำผิด
สำหรับประเทศไทยได้เข้าเป็นภาคีอนุสัญญาเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2550 โดยอนุสัญญามีผลบังคับใช้กับประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2550 เป็นต้นมา การเข้าเป็นภาคีอนุสัญญา มีผลให้ประเทศไทยต้องปฏิบัติตามพันธกรณีที่กำหนดไว้ในอนุสัญญา และจะต้องจัดทำรายงานผลการดำเนินงานของประเทศไทยเสนอต่อคณะกรรมการการต่อต้านการทรมาน (UN Committee Against Torture) โดยรายงานฉบับแรกให้เสนอภายในหนึ่งปีหลังจากอนุสัญญามีผลใช้บังคับ และทุกๆสี่ปีหลังจากนั้น
“การทรมาน” ตามความหมายของอนุสัญญาหมายถึง การกระทำของเจ้าพนักงานรัฐ หรือการกระทำของบุคคลอื่นที่เกิดจากการยุยง ยินยอม หรือรู้เห็นเป็นใจของเจ้าพนักงานรัฐ ต่อบุคคล (1) ให้เกิดความเจ็บปวดหรือทุกข์ทรมานอย่างสาหัส ไม่ว่าทางร่างกาย หรือ จิตใจ เพื่อมุ่งประสงค์ให้ได้มาซึ่งข้อมูล ข้อสนเทศหรือคำรับสารภาพจากบุคคลนั้นหรือบุคคลอื่น หรือ (2) การลงโทษ หรือข่มขู่ให้กลัว หรือบังคับขู่เข็ญ บนพื้นฐานของการเลือกปฏิบัติไม่ว่าจะเป็นรูปแบบใด
“การปฏิบัติ หรือการลงโทษอื่นที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี” อนุสัญญาไม่ได้ให้คำนิยามไว้ ทั้งนี้ก็เนื่องจากแม้ถ้อยคำดังกล่าวจะมีหลักการพื้นฐานบางประการคล้ายคลึงกัน แต่ปัจจัยต่างๆในด้านสังคม ประเพณีและวัฒนธรรม การกระทำและสภาพแวดล้อม ตลอดจนความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของสังคมและเทคโนโลยี่ มีส่วนอย่างมากในการที่จะพิจารณาว่าการกระทำใดเข้าข่ายเป็นการปฏิบัติ หรือการลงโทษที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรมหรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรีหรือไม่ ทั้งการกระทำดังกล่าวมีหลากหลายรูปแบบที่ผันแปรได้ การให้คำนิยามอาจส่งผลให้เป็นการจำกัด จนอาจทำให้การกระทำบางอย่างในอนาคตไม่เข้าข่ายครอบคลุมเป็นความผิดตามอนุสัญญานี้ได้
จะเห็นได้ว่าผู้เกี่ยวข้องที่จะต้องร่วมมือกันปฏิบัติตามพันธะกรณีที่ประเทศไทยได้ไปตกลงยอมรับกับเวทีโลกไว้ในที่นี้ คงจะหนีไม่พ้นเจ้าหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรมตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ รวมทั้งผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการเยียวยาแก้ไขผู้ตกเป็นเหยื่อและผู้ได้รับผลกระทบจากการกระทำดังกล่าว ตลอดจนผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในระดับนโยบายและการตรากฎหมายและระเบียบปฏิบัติต่างๆ
นับแต่อนุสัญญามีผลบังคับใช้กับประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2550 เป็นต้นมา ประเทศไทยจะต้องเปลี่ยนแปลงปรับปรุง กฎหมาย ระเบียบข้อบังคับให้สอดคล้องกับพันธกรณีตามอนุสัญญาฉบับนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
1 การกำหนดนิยามของคำว่า”การทรมาน” ซึ่งประเทศไทยได้ตั้งข้อสงวนในการตีความไว้ กล่าวคือแม้คำว่า “ทรมาน” ได้มีบัญญัติไว้ในกฎหมายของไทยหลายฉบับ เช่น รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 32 วรรค 2 บัญญัติว่า “การทรมาน การทารุณกรรมหรือการลงโทษโดยวิธีโหดร้ายหรือไร้มนุษยธรรมจะกระทำมิได้ ฯลฯ”ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 135 “ในการถามคำให้การผู้ต้องหา ห้ามมิให้พนักงานสอบสวนทำหรือจัดให้ทำการใดๆซึ่งเป็นการให้คำมั่นสัญญา ขู่เข็ญ หลอกลวง ทรมาน การใช้กำลังบังคับหรือกระทำโดยมิชอบด้วยประการใดๆเพื่อจูงใจให้เขาให้การอย่างใดๆในเรื่องที่ต้องหานั้น” แต่กลับปรากฎว่าประมวลกฎหมายอาญาของไทยที่ใช้บังคับในปัจจุบัน ไม่มีบทบัญญัติจำกัดความคำว่า “ทรมาน” ไว้โดยเฉพาะ ทั้งๆที่ประมวลกฏหมายอาญาเป็นกฎหมายหลักสำคัญสำหรับการกำหนดองค์ประกอบความผิด ด้วยเหตุนี้ ประเทศไทยจึงขอตีความความหมายของคำดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายอาญาของเราไปก่อน อันอาจไม่สอดคล้องกับความหมายตามอนุสัญญาได้
2 การทำให้การทรมานหรือการพยายามทำทรมานเป็นความผิด และการกำหนดโทษเฉพาะให้กับการทำทรมาน
3 การฝึกอบรมเจ้าพนักงาน บุคลาการทางการแพทย์ เจ้าหน้าที่ฝ่ายตุลาการหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องในเรื่องที่เกี่ยวข้องและการปฏิบัติตามอนุสัญญานี้
4 การปรับปรุงกฎหมายระเบียบหรือข้อบังคับในการควบคุมหรือปฏิบัติต่อผู้อยู่ใต้การจับกุมหรือกักขัง การจำคุกในรูปแบบใดๆ เพื่อป้องกันการทรมาน และการปฏิบัติหรือการลงโทษที่ทารุณโหดร้ายหรือทำให้เสื่อมเสียศักดิ์ศรี
5 การสร้างกระบวนการเยียวยาให้แก่ผู้ได้รับความเสียหายแก่ผู้ได้รับการทรมาน โดยการจ่ายค่าสินไหมทดแทนหรือการฟื้นฟูที่เป็นธรรม
แม้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะได้ผนึกกำลังร่วมมือร่วมใจกันทุกวิถีทางเพื่อปฏิบัติตามพันธกรณีที่กำหนดไว้ในอนุสัญญา แต่ก็ยังไม่วายมีข่าวการกระทำทรมานปรากฏแก่สาธารณะชนอยู่เนืองๆ เช่น กรณีใช้ไฟฟ้าช็อตไข่ผู้ต้องสงสัยให้รับสารภาพ กรณีใช้วิธีการทรมานให้ผู้ต้องสงสัยเกี่ยวกับยาเสพติดรับสารภาพ การปราบปรามการชุมนุม การปราบปรามการก่อความไม่สงบในเขตจังหวัดชายแดนภาคใต้ อันก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรม และสร้างความเจ็บแค้นให้กับเหยื่อและครอบครัวตลอดจนพวกพ้อง จนกลายเป็นปัญหาที่แก้ไม่ตกของประเทศชาติจนทุกวันนี้
การใช้วิธีการทรมานเพื่อให้ผู้ต้องหารับสารภาพข้างต้น มีผลกระทบร้ายแรง ทั้งต่อผู้ที่ตกเป็นเหยื่อการทรมาน ซึ่งจำเป็นที่จะต้องได้รับการเยียวยาทั้งสภาพร่างกายและจิตใจในระยะยาว อีกทั้งมีผลกระทบต่อระบบการยุติธรรมของประเทศ ส่งผลต่อหลักประกันสิทธิเสรีภาพของประชาชน และมีผลให้ผู้กระทำผิดที่แท้จริงไม่ได้รับการลงโทษ แต่ “แพะ” กลายเป็นผู้ที่ถูกลงโทษ
สิ่งเหล่านี้ส่อสะท้อนให้เห็นว่า แนวคิดในเรื่องเกี่ยวกับการต่อต้านการทรมานและการปฏิบัติหรือการลงโทษที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรมหรือย่ำยีศักดิ์ศรี (Concept against Torture and Other Cruel, Inhuman or Degrading Treatment or Punishment) ยังไม่ได้รับการเผยแพร่อย่างกว้างขวางและมีประสิทธิภาพจนสามารถเปลี่ยนแปรทัศนคติในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ของรัฐได้
ในการประชุมคณะกรรมการต่อต้านการทรมานแห่งสหประชาขาติ ณ นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส ระหว่างวันที่ 28 เมษายน ถึง 3 พฤษภาคม 2557 นี้ จะเป็นอีกหนี่งวาระที่ประเทศไทยจะได้มีโอกาสรายงานความคืบหน้าในการปฏิบัติตามพันธกรณีตามอนุสัญญาฉบับนี้
การดำเนินการตามพันธะกรณีที่ผ่านมา ตลอดจนการดำเนินการต่างๆที่จะเกิดขึ้นต่อไปหลังจากการรายงานความคืบหน้าในครั้งนี้แล้ว ย่อมเป็นนิมิตหมายว่า สิทธิมนุษยชนและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของประชาชนชาวไทยตาดำๆ ยังมีโอกาสที่จะได้รับความคุ้มครองตามมาตรฐานที่ชาวโลกเค้ายอมรับกัน!
............
(หมายเหตุ : ขอบคุณภาพจาก www.indepencil.com)



