คอลัมนิสต์

จิตสำนึกแห่งความรับผิดชอบ

จิตสำนึกแห่งความรับผิดชอบ

29 เม.ย. 2557

จิตสำนึกแห่งความรับผิดชอบ : บทบรรณาธิการประจำวันที่29เม.ย.2557

                ทุกครั้งที่ผู้นำประเทศต่างๆ แสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ต่างๆ ซึ่งเกิดความผิดพลาด เกิดความเสียหายที่ไม่ควรจะเกิดแล้ว ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า เกิดคำถามขึ้นในทันทีว่า จิตสำนึกเช่นนี้จะมีขึ้นในบ้านเมืองเราได้บ้างเมื่อใด ขณะที่การแสดงจิตสำนึกในความรับผิดชอบครั้งล่าสุดเป็นของ นายกรัฐมนตรีเกาหลีใต้ นายชุง ฮอง วอน ที่แถลงลาออกจากตำแหน่งและขอโทษญาติผู้เสียชีวิตอย่างเป็นทางการ ภายหลังรัฐบาลออกมาตรการมารับมือกรณีเรือเฟอร์รี่ เซโวล อับปางเมื่อวันที่ 16 เมษายน จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก สร้างความไม่พอใจให้แก่ประชาชนที่มองว่า รัฐบาลเกาหลีใต้ทำงานล่าช้าและล้มเหลว

                สำหรับประเทศไทย โอกาสที่จะแสดงออกซึ่งจิตสำนึกแห่งความรับผิดชอบนั้นเกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้งหลายหนกับรัฐบาลหลายๆ รัฐบาล โดยหากจะพูดกันในระยะเวลาไม่กี่ปีมานี้ กรณีการขอกระชับพื้นที่ของเจ้าหน้าที่เมื่อปี 2553 ทั้งที่ แยกคอกวัว และที่แยกราชประสงค์ จำนวนผู้เสียชีวิตและผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ รวมทั้งความเสียหายที่เกิดขึ้นกับทรัพย์สินของทางราชการและเอกชน น่าจะมากพอที่จะเรียกจิตสำนึกแห่งความรับผิดชอบให้ออกมาปรากฏต่อหน้าสาธารณชนในทันที แต่ก็ไม่ได้เกิดขึ้น

                เช่นเดียวกับในปีถัดมา ที่ประเทศไทยต้องเผชิญหน้ากับมหาอุทกภัยครั้งใหญ่ ปริมาณน้ำมากมายมหาศาลที่ไหลบ่าออกจากเขื่อนใหญ่ที่ระบายน้ำออกมาแบบไม่คิดชีวิต ทำลายล้างทุกอย่างที่ขวางหน้า ทั้งชีวิตคน สัตว์เลี้ยง ทรัพย์สิน บ้านเรือน เสียหายจนแทบจะประเมินมูลค่าไม่ได้ จนถึงวันนี้ ก็ยังไม่มีผู้ใดออกมาแสดงจิตสำนึกแห่งความรับผิดชอบ รวมทั้งยังไม่มีหน่วยงานใดจะเข้าไปศึกษาถึงสาเหตุที่ทำให้เกิดน้ำท่วมครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติไทยครั้งนั้น จะมีก็เพียงแต่การพลิกวิกฤติให้เป็นโครงการบูรณาการน้ำทั้งระบบมูลค่า 3.5 แสนล้านบาทเท่านั้น

                มีประเด็นที่ถกเถียงกันว่า อาจเป็นเพราะระบบการคัดเลือกคนของบ้านเรายังคงหลีกหนีระบบอุปถัมภ์ไม่ได้ เรายังเชื่อมั่นว่า "คนดี" คือสิ่งที่เหมาะสมที่สุดของบ้านเมืองของเรา แต่อีกข้อถกเถียงหนึ่งก็บอกว่า หากมองของเก่าเลือก "คนดี" แต่ระบอบใหม่ก็เลือกเอาคนที่มีสีเดียวกันเป็นผู้คุมส่วนหัวของทุกส่วนของหน่วยงานของรัฐ จนทำให้เกิดคำว่า "รัฐตำรวจ" ซึ่งมีลักษณะเฉพาะในการใช้และบริหารอำนาจ จนบางคราวถูกมองว่า ตำรวจนั้นคือกฎหมาย หาได้เป็นในสิ่งที่ควรจะเป็นคือ ตำรวจแม้จะเป็นผู้บังคับใช้กฎหมายแต่ก็ยังคงอยู่ภายใต้กฎหมาย

                ความอ่อนแอของสังคมที่พลิ้วไหวไปตามแรงเหวี่ยงของผู้กุมอำนาจ ซึ่งได้มาจากการใช้ทรัพยากรทุกด้าน โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ เพื่อสร้างฐานอำนาจ และขยายขอบเขตครอบคลุมจนเกือบจะทุกองคาพยพของสังคมไทย สิ่งเหล่านี้เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้บ้านเมืองขาดจิตสำนึกแห่งความรับผิดชอบ เพราะสิ่งนี้ ไม่ได้มีมาแล้วตั้งแต่แรก หากแต่เกิดขึ้นเพราะความเข้มแข็งของสังคมที่ไม่อนุญาตให้ผู้ที่มีอำนาจ ผู้ที่ทำหน้าที่บริหาร จะต้องแสดงความรับผิดชอบโดยไม่ลังเล หรือปล่อยให้เกิดความเสียหายเกิดขึ้น ไม่ว่าความสียหายที่ว่านั้น จะมากหรือน้อยก็ตามที