
ระวังผลักประเทศสู่หายนะ
ระวังผลักประเทศสู่หายนะ : บทบรรณาธิการประจำวันที่24เม.ย.2557
สถานการณ์การเมืองยังคงยืดเยื้อและหาทางออกไม่เจอว่าจะไปในทิศทางใด และเสมือนหนึ่งว่าสองฝ่ายคู่ขัดแย้งยังเดินเกมของตัวเองเพื่อช่วงชิงความได้เปรียบ โดยฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลยึดแนวทางให้เกิดการปฏิรูปประเทศก่อนเลือกตั้ง และประกาศหากมีการจัดเลือกตั้งครั้งใหม่ก็พร้อมจะขัดขวางเพื่อไม่ให้ประเทศกลับไปสู่วงจรเดิมทั้งการคอร์รัปชั่น การเอื้อประโยชน์พวกพ้อง การผลักดันนโยบายประชานิยมเพื่อคะแนนเสียงโดยไม่ใส่ใจว่าประเทศจะเสียหายล่มจมขนาดไหน หรือกระทั่งการพยายามออกกฎหมายนิรโทษเพื่อให้พวกพ้องพ้นผิด เหล่านี้เป็นชนวนเหตุให้คนในสังคมจำนวนมากทนไม่ไหวกับพฤติกรรมที่ไม่เห็นหัวใคร อ้างแต่ว่ามาจากการเลือกตั้งแล้วจะลุอำนาจทำได้ทุกอย่างเช่นนั้นหรือ ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่าผิดจริยธรรมและธรรมาภิบาล
ขณะเดียวกันฝ่ายที่ชูหลักการประชาธิปไตย ก็เร่งเกมให้มีการเลือกตั้งใหม่ เพราะแน่ใจว่าจะกลับคืนสู่อำนาจรัฐได้แน่ โดยไม่สนใจกับการกระทำในอดีตของตัวเองที่ผ่านมา และเมื่อถูกตรวจสอบด้วยองค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญที่กำลังงวดใกล้ตัดสินคดี ก็มีกระบวนการออกมาดิสเครดิตกระบวนการยุติธรรมกล่าวหาว่าสองมาตรฐาน ไม่มีความเป็นธรรม เอียงข้าง และมีการใช้มวลชนไปกดดันถึงขั้นข่มขู่การทำหน้าที่ของฝ่ายตุลาการและองค์กรอิสระ อย่างที่ไม่น่าเกิดขึ้นจากฝ่ายที่ปากบอกว่ายึดถือระบบประชาธิปไตย แต่พฤติกรรมกลับตรงกันข้าม ต้องการเฉพาะประชาธิปไตยแบบที่ฝ่ายพวกตนได้ประโยชน์เท่านั้น ทั้งที่เห็นแล้วว่ามีมวลมหาประชาชนจำนวนมากต้องการแก้ไขสิ่งเลวร้ายในระบบการเมือง เมื่อจัดการแล้วจึงเข้าสู่การเลือกตั้ง
ประธานศาลปกครองสูงสุด ได้ปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “ศาลปกครองในระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย” ตอนหนึ่งว่า ระบอบการปกครองที่ดี ระบอบหนึ่งคือระบอบประชาธิปไตย แต่ยังมีความเข้าใจไม่เหมือนกัน โดยเฉพาะในประเทศไทยที่แต่ละฝ่ายอ้างประชาธิปไตยไม่เหมือนกัน หากเข้าใจเหมือนกันคงไม่เกิดข้อพิพาท ปัญหาที่เกิดขึ้นคือฝ่ายบริหารใช้อำนาจตามที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายให้ไว้หรือไม่ หากประชาชนเห็นว่าฝ่ายบริหารใช้อำนาจไม่ชอบแล้วองค์กรที่จะตัดสินก็คืออำนาจตุลาการ ซึ่งการปกครองในระบอบประชาธิปไตยต้องสามารถตรวจสอบการใช้อำนาจได้ หากไม่มีการตรวจสอบ การให้ การใช้ การมี อำนาจของฝ่ายบริหาร ก็ไม่อาจเรียกว่าการปกครองระบอบประชาธิปไตยได้
สถานการณ์การเมืองยามนี้ถูกแบ่งฝ่ายแบ่งขั้ว และยกเหตุผลในฝ่ายของตนเองมาเป็นข้ออ้างให้เกิดความชอบธรรม ขยายไปจนถึงมีการตั้งกองกำลังพิทักษ์ประชาธิปไตย และสถานการณ์ยิ่งยากลำบากเมื่อฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐไม่สามารถควบคุมความรุนแรงที่เกิดขึ้นทุกวันได้ รวมไปถึงการปลุกระดมมวลชนไปไล่ล่าบุคคลฝ่ายตรงข้ามที่มีแต่จะสร้างกระแสจุดชนวนความสุ่มเสี่ยงรุนแรงไปถึงขั้นนองเลือดได้ ดังนั้นทุกฝ่ายต้องตระหนักและพยายามป้องกันไม่ให้สถานการณ์ไปถึงจุดดังกล่าว และถึงเวลาต้องหันมาเจรจาเพื่อหาทางออกวิกฤติ โดยเฉพาะการตัดสินคดีของศาลรัฐธรรมนูญและ ป.ป.ช.ในช่วงต้นเดือนหน้า หากยังดึงดันเล่นเกมการเมืองไม่ยอมรับกระบวนการตัดสินเท่ากับผลักดันให้ประเทศเข้าสู่หายนะ



