คอลัมนิสต์

ขาดคนกลางที่มีบารมี

ขาดคนกลางที่มีบารมี

23 เม.ย. 2557

ขาดคนกลางที่มีบารมี : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 23 เม.ย.2557

           หากนับระยะเวลาแห่งความขัดแย้งหรือการถือกำเนิดของกปปส.ก็ล่วงเลยมากว่า 6 เดือนแล้ว เป็นห้วงเวลาที่คนไทยเจ็บปวดมากที่สุดในประวัติศาสตร์ครั้งหนึ่งก็คงไม่ผิด ประชาชนต้องตกเป็นเหยื่อทางการเมืองบาดเจ็บล้มตายมากมายและมีแนวโน้มที่ไม่หยุดอยู่เพียงแค่นี้ด้วย สถานการณ์ปัจจุบันส่อเค้าบานปลายเพราะทั้งฝ่ายต่อต้านรัฐบาลและกลุ่มคนเสื้อแดงพยายามสร้างแรงกดดันอย่างต่อเนื่อง มีการฝึกชาวบ้านอ้างเพื่อป้องกันตัวและปกป้องประชาธิปไตย ขณะที่ฝ่าย กปปส.เองก็มีการ์ดหรือกองกำลังพิทักษ์แกนนำนับพันเช่นกันหากทั้งสองกลุ่มขยับเข้าใกล้กันหรือมีเหตุต้องปะทะแล้วละก็คงไม่พ้นเลือดนองแผ่นดิน ซึ่งเป็นกระแสข่าวที่ถูกปล่อยออกมาจากฝั่งที่กุมอำนาจรัฐว่าอดีตนายกรัฐมนตรีคนแดนไกลหวั่นเกรงเช่นนั้นและอาจลุกลามถึงขั้นให้อ้างเหตุปฏิวัติได้ในอนาคต สถานการณ์เช่นนี้จึงล่อแหลมเป็นอย่างยิ่ง
          
           ในขณะที่ข่าวสารอีกด้านหนึ่งระบุว่า แม้เบื้องหน้าดูเหมือนทั้งสองฝ่ายจะไม่มีการลดราวาศอกต่อกันพร้อมจะห้ำหั่นกันได้ตลอดเวลา แต่ในเบื้องหลังระดับแกนนำทั้งสองฝ่ายมีความพยายามเจรจากันอยู่ถึงแม้จะมีการออกมาปฏิเสธจากทั้งสองฝ่ายแต่รู้กันว่าปฏิกิริยาหรือเกมของทั้งสองฝ่ายเดินทางมาถึงจุดตีบตันแล้ว ต่างฝ่ายต่างไม่มีทางออก อันนำมาซึ่งข่าวว่าจะมีผู้มากบารมีเป็นตัวเชื่อมซึ่งหลายฝ่ายก็มุ่งตรงไปถึงบ้านสี่เสาฯ แต่ถูกปฏิเสธจากเจ้าบ้านชนิดไม่มีวันจุดติดเพราะแม้แต่ประมุขสี่เสาเองก็ยังโดนกระแสทางการเมืองเล่นงานเอาจนแย่ไปเหมือนกันและผลของความขัดแย้งทางการเมืองเริ่มเห็นผลทางด้านเศรษฐกิจ ชาวบ้านเริ่มกินไม่อิ่มข้าวยากหมากแพงขึ้นเรื่อยๆ เงินตราจากนักลงทุนถูกชะลอบางส่วนย้ายฐานการผลิตไปสู่ประเทศเพื่อนบ้าน จนกลไกทางระบบเศรษฐกิจเริ่มติดขัด นักธุรกิจ เจ้าของโรงงานอุตสาหกรรมบางส่วนยังได้รับผลกระทบโดยตรงจากการบีบเพื่อขอแรงงานต่างด้าวมาร่วมชุมนุม

           สถานการณ์ทางการเมืองแบบนี้จึงเริ่มมองหาคนกลางที่จะเข้ามาแยกทั้งสองฝ่ายออกจากกันแล้วเริ่มนับหนึ่งกันใหม่ แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่ปรากฏอัศวินม้าขาว มีแต่การโยนชื่อออกมาถามทาง แต่ก็ยังไม่ผ่านการยอมรับจากทั้งสองฝ่าย หากมองในแง่สถานะทางสังคมก็เกิดปัญหาความแตกแยก คนดีที่เป็นกลางไม่มีตัวตนจริง นักวิชาการ ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองก็ล้วนมีข้างกันเสียแล้ว จะว่ากันตามธรรมชาติของคนไทยที่ผ่านมาจากประวัติศาสตร์ล้วนชอบอิสระรักสบาย แนวคิดคนกลางที่มีอำนาจอยู่ในมือซึ่งก็ถูกมองว่าเป็นกองทัพ จึงเริ่มเล็ดลอดออกมาจากฝ่ายการเมืองที่กริ่งเกรงว่าถ้าบ้านเมืองถึงจุดอับจริงๆ แล้วคงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีการปฏิวัติเกิดขึ้น โดยเป็นคนกลางที่อาจไม่มีบารมีมากพอ แต่สามารถบังคับให้นักการเมืองเข้ามาอยู่ในแถวกำหนดกติกาที่ยอมรับกันทั้งสองฝ่ายแล้วเริ่มนับหนึ่งเดินไปข้างหน้าด้วยกติกากลางที่ร่างร่วมกัน ถึงเวลานั้นอาจเป็นทางออกหนึ่งของประเทศ แต่คนไทยจะยอมรับได้หรือไม่เป็นเรื่องที่ต้องชั่งใจ