
'ได้บ้าง'ดีกว่าไม่ได้อะไรเลย
'ได้บ้าง'ดีกว่าไม่ได้อะไรเลย : ขยายปมร้อน โดยศรุติ ศรุตา
ไม่ว่ากระแสข่าวที่ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะพูดเรื่องทหารจะปฏิวัติภายหลัง ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยคดี นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ถูกร้องกรณีโยกย้าย ถวิล เปลี่ยนศรี ไม่ชอบ หรือคดีที่ ป.ป.ช.สอบ ยิ่งลักษณ์ คดีโครงการจำนำข้าวเจ๊ง เป็นจริงหรือไม่ก็ตาม แต่ถึงขั้นกระบอกเสียงของ พ.ต.ท.ทักษิณ ออกมาชี้แจง พร้อมแย้มให้เห็นสิ่งที่ พ.ต.ท.ทักษิณ มุ่งหวัง ก็ทำให้พอจะเห็นเหตุการณ์ 1 ชั่วโมงแรกภายหลัง ศาลรัฐธรรมนูญ-ป.ป.ช.ตัดสินคดีที่ว่า
ถ้อยแถลงของ นพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมายของ พ.ต.ท.ทักษิณ ระบุในตอนหนึ่งว่า พ.ต.ท.ทักษิณ และครอบครัวพร้อมเสียสละให้ประเทศเดินหน้าไปได้ หวังว่าทุกฝ่ายจะคำนึงถึงประเทศเหมือนกัน
"การแก้ไขปัญหาการเมืองต้องปรบมือสองข้างถึงจะดัง ท่านไม่ได้เป็นต้นเหตุของปัญหาทั้งปวงของประเทศ ปัญหาคือไม่ยึดกติกา ไม่เคารพการตัดสินใจของประชาชน แต่ท่านพร้อมเสียสละเพื่อบ้านเมือง พร้อมให้ครอบครัวยุติการทำงานทางการเมือง ท่านไม่ได้กำหนดเป็นเงื่อนไข ถามว่าท่านพร้อมหรือไม่ ท่านพร้อมให้บ้านเมืองเดินหน้าไปได้ แต่คนอื่นต้องพร้อมเสียสละและทำหน้าที่ตัวเอง จะมีประโยชน์อะไรถ้าท่านยุติบทบาท แต่นายสุเทพ ส่ง กปปส.ไปขัดขวางการเลือกตั้ง"
จังหวะที่ปรากฏกระแสข่าวที่แม้ นพดล จะบอกว่า ไม่ใช่เงื่อนไขการต่อรอง แต่เนื้อความที่สื่อกลับชัดเจนว่า หากจะพูดคุยกันก็ต้องยอมรับความต้องการของอีกฝ่าย โดยเฉพาะฝ่ายของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่จนถึงวันนี้ ก็น่าเชื่อว่ายังคงไม่เปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะ "นิรโทษกรรม-ยกเลิกการดำเนินคดี"
สถานการณ์ที่ศาลรัฐธรรมนูญ และ ป.ป.ช. ใกล้สรุปสำนวน ใกล้ที่จะมีคำวินิจฉัย ใครต่อใครก็ประเมินว่า อีกไม่นาน จบแน่ !
แต่การออกแถลงการณ์ตีปลาหน้าไซ ของ ศอ.รส.ที่เตือนว่า หากศาลวินิจฉัยไปถึง ครม. ก็ถือว่า เกินกว่าบทบัญญัติ นั้นส่งผลกระทบโดยตรงต่อศาล และส่งผลถึงความรู้สึกของมวลชน โดยเฉพาะ "คนเสื้อแดง" ที่ส่วนหนึ่งตอนนี้ กลายเป็น กลุ่มอาสาสมัครพิทักษ์ประชาธิปไตยแห่งชาติ หรือ อพปช. ซึ่งก็เลือกที่จะแสดงพลังในวันจันทร์ที่ 21 เมษายน
สอดรับกับเงื่อนไขที่ พ.ต.ท.ทักษิณ บอกว่าหากจะให้ประเทศเดินต่อได้ ต้องปรบมือสองข้างถึงจะดัง
เป็น อพปช.ที่ประกาศชัดแต่แรกว่า หากใครล้มรัฐบาลยิ่งลักษณ์ จะเคลื่อนไหวในทันที การชุมนุมครั้งนี้ถึงกับประกาศว่า หากศาลรัฐธรรมนูญตัดสินเกินบทบัญญัติของกฎหมายก็พร้อมจะเดินทางเข้ากรุงเพื่อปกป้องรัฐบาลยิ่งลักษณ์
เรียกได้ว่า เล่นเพลงเดียวกันกับ ศอ.รส.เป๊ะๆ
มองในมุมยุทธศาสตร์ดูเหมือนว่า กำลังของฝ่าย พ.ต.ท.ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์ เปิดตัวเปิดหน้ากันหมดแล้ว แต่เป็นกองกำลัง หรือจะเป็นหน่วยงานที่ถือกฎหมายอยู่ในมือ เอาเข้าจริง ก็ยังไม่รู้ว่าจะขับเคลื่อนได้น่ากลัวดังคำขู่หรือไม่
เพราะเงื่อนไขที่จะขับเคลื่อนนั้น เป็นเรื่องการใช้อำนาจตามกฎหมายของฝ่ายตุลาการ และขององค์กรอิสระ มีกองทัพเป็นฝ่ายสนับสนุนในการดำเนินการตามกรอบ และมีมวลชน กปปส.เฝ้ารอลุ้นคำวินิจฉัย
ขณะเดียวกัน "องค์กรกำจัดขยะ" ของ พล.ต.เหรียญทอง แน่นหนา ผอ.โรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ เป็นแกนนำ ก็ประกาศตั้งกองกำลังติดอาวุธเพื่อปกป้องตนเอง
ส่วน กกต.เองแม้จะนัดพรรคการเมืองมาหารือเรื่องเลือกตั้ง แต่ก็ชัดเจนว่า สถานการณ์เช่นนี้ ยากที่การเลือกตั้งจะมีขึ้นฉับไวดังใจที่ พ.ต.ท.ทักษิณ และพรรคเพื่อไทยมุ่งหวัง
สถานการณ์เช่นนี้หรือไม่ ที่ทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ จำต้องออกโรงเสนอเงื่อนไข เพื่อให้เห็นว่า พร้อมที่จะเจรจา ภายใต้เงื่อนไขที่ว่านั้น
ถึงแม้จะเป็นเงื่อนไขเดิมๆ แต่มุกใหม่คือ ฝ่ายสนับสนุนไม่ใช่แบบเดิมอีกแล้ว เพราะผ่านการฝึกอบรมมาเพื่อปกป้องรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ด้วยชีวิต
สัญญาณที่ส่งมานี้ หาก เสธ.แดง ยังอยู่ ก็คงจะพูดว่า "แก้วสามประการได้เกิดขึ้น (อีกครั้ง) แล้ว"
แต่ภาพความเป็นจริงน่าจะออกมาในลักษณะที่ว่า "ขอมีส่วนร่วมในอำนาจ" เสียมากกว่า
ในสถานการณ์ที่เป็นรอง อีกไม่นานทั้งศาลรัฐธรรมนูญและ ป.ป.ช.ก็จะต้องมีคำวินิจฉัย การต่อรองขอมีส่วนในอำนาจบ้าง ย่อมดีกว่าไม่ได้อะไรเลย
................
(หมายเหตุ : 'ได้บ้าง'ดีกว่าไม่ได้อะไรเลย : ขยายปมร้อน โดยศรุติ ศรุตา)



