คอลัมนิสต์

สิ่งท้าทายประชาธิปไตยอินโดนีเซีย

สิ่งท้าทายประชาธิปไตยอินโดนีเซีย

22 เม.ย. 2557

สิ่งท้าทายประชาธิปไตยอินโดนีเซีย : โลกสาระจิปาถะ โดยกวี จงกิจถาวร

            กรุงจาการ์ตา-ผลการเลือกตั้งทั่วไปในอินโดนีเซีย เมื่อต้นเมษายน ออกมาผิดความคาดหมาย เนื่องจากไม่มีพรรคการเมืองใดที่ได้คะแนนโหวตถึงร้อยละ 25 ทำให้การเมืองอินโดนีเซียเพิ่มความเข้มข้นและความไม่แน่นอนขึ้นมาก ผู้ท้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในเดือนกรกฎาคม ยังไม่ลงตัว ก่อนการเลือกตั้งครั้งนี้ สื่อมวลชนทุกแขนง รวมทั้งนักวิชาการ ส่วนใหญ่ลงความเห็นชัดเจนว่า ผู้ว่ากรุงจาการ์ตา นายวิโดโด โจโกวี ซึ่งลงแข่งขันในนามของพรรคพีดีไอพี หรือพรรคประชาธิปไตยต่อสู้ ต้องได้รับคะแนนโหวตเกินร้อยละ 25 เพราะเขาได้รับความนิยมจากประชาชนในฐานะผู้นำรุ่นใหม่ติดดิน เพื่อให้ได้สิทธิในการส่งชื่อเข้าชิงในการเลือกตั้งรอบที่สอง

            ประธานาธิบดีบัมบัง ยุดโดโยโน ได้รับคะแนนเสียงครั้งที่แล้วถึง 50 กว่าเปอร์เซ็นต์ ก่อนที่พรรคประชาธิปไตยส่งชื่อเข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดี ฉะนั้นการเลือกตั้งครั้งนี้มีความไม่แน่นอน เนื่องจากมีผู้ท้าชิงหลายคนที่พยายามหาพรรคร่วม

            ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป พรรคการเมืองต่างๆ จะเริ่มมีการเจรจาและจับคู่กันเพื่อรวบรวมคะแนนเสียงโหวตที่ได้มา เพื่อให้ได้ร้อยละ 25 เพื่อเอาสิทธิส่งชื่อผู้ท้าชิงประธานาธิบดี

            ที่น่าสนใจคือ หัวหน้าพรรคการินดราของ นายซูบริอันโต ปราโบโว อดีตนายพล หัวหน้าหน่วยรบพิเศษในสมัยของประธานาธิบดีซูฮาร์โต ต่อมากลายเป็นลูกเขยคนเก่ง หลังการเปลี่ยนแปลงการเมืองปี 1998 พรรคของเขาได้รับคะแนนมากเป็นอันดับสาม เป็นที่รู้กันว่า ในอินโดนีเซียครอบครัวของซูบริอันโตมีเงินมหาศาล พร้อมที่จะทุ่มเงินเต็มที่เพื่อเป็นประธานาธิบดีคนใหม่ให้ได้ เจ้าตัวถือว่า งานนี้เป็นวิธีเดียวที่กอบกู้ชื่อเสียงกลับมาสู่วงศ์ตระกลูให้ได้

            ฉะนั้น การเมืองต่อรองระหว่างกันจะเพิ่มความเข้มข้นในช่วงก่อนการเลือกตั้งในวันที่ 9 กรกฎาคม เพื่อหาพรรคอื่นๆ เข้ามาร่วมลงมือกัน เพื่อส่งชื่อผู้เข้าชิงประธานาธิบดีลงแข่งขัน ให้ได้ภายในสอง-สามอาทิตย์ข้างหน้า

            การเมืองประชาธิปไตยอินโดนีเซียไม่ธรรมดา เป็นประชาธิปไตยใหญ่เป็นที่สามของโลก ครั้งนี้คนมีสิทธิลงคะแนนมีมากกว่า 186 ล้านคน สถานที่ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งมีประมาณ 5.5 แสนกว่าแห่ง ใช้คนดูแลการเลือกตั้งเกือบ 1 ล้านคน คนใช้เสียงประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์

            ต้องติดตามดูว่า หลังจากอินโดนีเซียผ่านการพัฒนาเมืองที่เรียบง่ายและมีความมั่นคงภายใต้การนำของประธานาธิบดียุดโดโยโนมาสองสมัย การเมืองพรรคร่วมครั้งนี้จะมีประสิทธิภาพแค่ไหน อินโดนีเซียต้องการปฏิรูปเศรษฐกิจครั้งยิ่งใหญ่เพื่อเดินหน้าต่อไป เนื่องจากช่วงหลังลัทธิคลั่งชาติในตัวนักการเมืองอินโดนีเซียเริ่มออกลายมากขึ้น ภายในอาเซียนมักได้ยินเสียงบ่นกันว่า อินโดนีเซียยังไม่ยอมเซ็นข้อตกลงการค้าเสรีด้านบริการของอาเซียน ทั้งๆ ที่อาเซียนทั้งหมดได้ตกลงกันเรียบร้อย

            อินโดนีเซียเป็นสมาชิกอาเซียนเดียวที่เป็นสมาชิกของประเทศอุตสาหกรรมจี 20 ทำให้อินโดนีเซียมีบทบาทสูงในวงการเมืองและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ จนมีการกระซิบนินทากันในอาเซียนว่า อินโดนีเซียเดี๋ยวนี้ไม่สนใจอาเซียนอีกต่อไปแล้ว

            ต้องติดตามดูว่า ในที่สุดนายโจโกวี จะเอาพรรคร่วมอะไรมาสนับสนุนตัวเขา ประเด็นที่น่าคิดคือ พรรคร่วมที่จะเข้าเสนอชื่อ ต้องเป็นพรรคที่มีคะแนนเสียงและจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมากพอสมควร มิฉะนั้นแล้วการผลักดันนโยบายเศรษฐกิจต่างๆ จะเป็นไปได้ช้า ในช่วงวาระสองของประธานาธิบดียุดโดโยโน มีพรรคร่วมทั้งหมด 7 พรรคที่สนับสนุน ทำให้นโยบายเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเกี่ยวกับการค้าเสรีกับชาติอาเซียนและอื่นๆ มีปัญหา

            ประชาธิปไตยอินโดนีเซียกำลังเบิกบาน เป็นที่กล่าวขวัญกัน เหมือนครั้งหนึ่งที่การเมืองไทยเคยประสบมา คุณภาพนักการเมืองอินโดนีเซียยังเป็นประเด็นที่มีการถกเถียงกันมาก สาเหตุที่นายโจโกวีได้คะแนนเสียงนิยมมาก เพราะเขามีบุคลิกเป็นคนธรรมดา ไม่อวดดี ปะปนและเข้าถึงชาวบ้านได้ง่าย ทั้งๆ ที่เขายังไม่มีผลงานอย่างเป็นชิ้นเป็นอันในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมาหลังเป็นผู้ว่า

            แต่ประชาชนที่ชอบโจโกวีไม่ได้สนใจที่ผลงาน แต่ให้ความสำคัญการเข้าถึงความรู้สึกคนธรรมดาและปัญหาของพวกเขา ต้องการคนรับฟังเรื่องราวต่างๆ ของสังคมอินโดนีเซีย ลึกๆ คนอินโดนีเซียรู้ดีว่า การแก้ไขปัญหาในประเทศที่ใหญ่เป็นที่สี่ของโลกไม่ใช่เรื่องง่าย