คอลัมนิสต์

ฟื้นฟูรถไฟ...ใครได้ประโยชน์

ฟื้นฟูรถไฟ...ใครได้ประโยชน์

25 มิ.ย. 2552

ผ่านมา 77 ปีเต็มแล้วนับตั้งแต่คณะราษฎรได้ก่อการเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2475 และเปลี่ยนระบอบการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

 แต่พัฒนาการด้านความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับประชาธิปไตยแท้จริงยังแทบไม่มีอะไรคืบหน้า หนำซ้ำยังมีความพยายามที่จะเผยแพร่อุดมการณ์ผิดๆ จนประชาชนเกิดความไขว้เขวคิดว่าประชาธิปไตยเป็นเพียงแค่การหย่อนบัตรเลือกตั้งเท่านั้น  จากนั้นก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของนักการเมืองที่จะบริหารประเทศกันเอง อันเป็นที่มาของการเมืองเรื่องของการผูกขาดอำนาจและการแสวงหาประโยชน์ใส่ตัว แทนที่จะเป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ

 อย่างไรก็ดี ในยุคสมัยที่ประชาชนมีช่องทางที่จะตรวจสอบความโปร่งใสของนักการเมืองและข้าราชการได้มากขึ้น จึงเริ่มมีการตั้งคำถามมากขึ้นว่าประโยชน์ของประชาชนอยู่ตรงไหนในสารพัดสิ่งที่รัฐบาลและนักการเมืองได้กระทำลงไป โดยคำถามกินใจล่าสุดก็คือ "ฟื้นฟูรถไฟ...ใครได้ประโยชน์?" หลังสมาชิกสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการรถไฟแห่งประเทศไทย (สร.ร.ฟ.ท.) ได้ผละงานประท้วงถึงกว่า 36 ชั่วโมง โดยไม่กระโตกกระตากล่วงหน้า เพื่อคัดค้านแผนฟื้นฟูการบริหารกิจการของการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ส่งผลให้ประชาชนกว่า 2 แสนคนได้รับความเดือดร้อนไปทั่วเมื่อรถไฟทั้งสายหลักและท้องถิ่นยกเลิกการให้บริการทันที 146 ขบวน

 ถึงแม้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จะยืนยันหนักแน่นว่าแผนฟื้นฟูนี้ไม่ใช่การแปรรูปรัฐวิสาหกิจดังที่หลายฝ่ายคับข้องใจ แต่รัฐบาลจะต้องตอบคำถามให้ชัดเจนมากขึ้นว่าการเลือกแนวทางนี้เป็นการเลือกที่ถูกต้องและสามารถฟื้นฟูฐานะทางการเงินของการรถไฟแห่งประเทศไทยได้จริง อีกทั้งช่วยให้การบริหารจัดการมีประสิทธิภาพมากขึ้น อันจะช่วยป้องกันเหตุการณ์ทำนองนี้เกิดซ้ำรอยขึ้นในรัฐวิสาหกิจอีกหลายแห่งซึ่งต่างไม่มีความเชื่อมั่นในเรื่องของความโปร่งใส

 อีกทั้งไม่เข้าใจว่าเหตุใดรัฐจึงต้องเลือกใช้วิธีแยกตั้งเป็นบริษัทลูก ซึ่งเท่ากับเปิดช่องให้เอกชนที่อาจมีผลประโยชน์เกี่ยวเนื่องกับนักการเมืองเข้ามากอบโกยผลประโยชน์มหาศาลทั้งเรื่องสัมปทานและที่ดินอีก 2.6 แสนไร่ และท้ายสุดอาจปัดภาระให้ประชาชนต้องรับผิดชอบนั่งรถไฟในราคาแพงแลกกับบริการที่ดีขึ้น

 เราเชื่อว่า กระบวนการคลี่คลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นผ่านการเจรจาและสร้างความเข้าใจอันดีต่อกัน เป็นกระบวนการประชาธิปไตยที่ประชาชนพึงได้เรียนรู้ถึงวิธีการต่อรองเพื่อรักษาผลประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ ไม่ใช่เรื่องของการเอาชนะคะคานหรือการชี้ว่าใครผิดหรือถูก